แท็กซี่

ช่วงนี้ีมีโอกาสได้ใช้บริการรถแท็กซี่บ่อยเลยขอนำความคิดของผมมาเล่าสู่กันฟังสักนิดว่าคิดเห็นเช่นไรเกี่ยวกับแท็กซี่ในกรุงเทพ ณ ปัจจุบันนี้

เร่ิมจากปริมาณรถแท็กซี่ในกรุงเทพที่สอบถามพี่ ๆ คนขับแท็กซี่ไม่เคยได้จำนวนที่ตรงกันหรือใกล้กันแบบชนิด +/- ในหลักพันคันเลย ส่วนใหญ่ตัวเลขที่สอบถามได้ความว่ามีเป็น “แสนคัน” เร่ิมกันตั้งแต่ 1 แสนไปจนถึงประมาณ 3 คัน ส่วนข้อมูลที่พี่ ๆ แท็กซี่หลายคนบอกเหมือน ๆ กันคือมีแท็กซี่ป้ายแดงออกมาวิ่งบนถนนทุกวัน ส่วนจำนวนเท่าไหร่ไม่ทราบเหมือนกันแต่ประมาณว่าเยอะพอดูเพราะอาเฮียเจ้าของอู่ก็คงมีกันหลายคน สมมุติว่ามีอยู่ 20 อู่อาเฮียออกแท็กซี่ป้ายแดงอู่ละ 2 คัน/วัน แค่นี้เราก็ได้เห็นรถแท็กซี่เพิ่มขึ้นมาวันละ 40 คันแล้วครับ ถามว่าจำนวนรถแท็กซี่ในปัจจุบันเพียงพอกับจำนวนผู้ที่ต้องการโดยสารรถแท็กซี่ในแต่ละวันหรือไม่ ผมว่าเหลือเฟือเลยครับ สังเกตุง่าย ๆ จากการวิ่งแซงวิ่งเบียดปาดหน้ารับผู้โดยสารที่เห็นอยู่บ่อยครั้ง ตัวเลขจำนวนรถที่พยายามหา ๆ ดูว่าจริง ๆ แล้วมีแท็กซี่กี่คันกันแน่ในกรุงเทพเจอว่ามีรถที่จดทะเบียนถูกต้องอยู่ราว ๆ เกือบ ๆ 2 แสนคัน (ไม่รับรวมพวกรถที่โดนปลดระวางแต่ยังแอบมาวิ่งอยู่อีกไม่รู้กี่คัน)

เคยถามตัวเองว่าทำไมรัฐไม่ควบคุมปริมาณรถแท็กซี่ให้อยู่ในปริมาณที่พอดี ๆ กับขนาดเมืองและจำนวนคนในกรุงเทพ เดาเอาเองว่ามีสัก 1 แสนคันก็น่าจะเพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวันนะ วิ่งกะละ 5 หมื่นคัน จะไม่พอเชียวหรือ ซึ่งถ้ามีการควบคุมปริมาณรถแท็กซี่ได้จริง ผมว่าพี่ ๆ แท็กซี่เขาก็จะได้มีรายได้ที่พอจะเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อยู่นะ ไม่ใช่ว่าวิ่งรถแบบยังไม่รู้ว่าจะได้ค่าเช่ารถหรือเปล่า (เงินติดกระเป๋ากลับบ้านไม่ต้องพูดถึง) เคยคุยกับพี่ ๆ คนขับบางคนก็น่าเห็นใจนะขับรถ 12 ชั่วโมงบางวันค่าเช่าก็ยังไม่ได้ต้องติดเงินอู่รถไว้อีก อีกหนึ่งอย่างที่เป็นผลพลอยได้จากการควบคุมปริมาณรถแท็กซี่ก็คือการจราจรบนท้องถนนคงติดขัดน้อยลงไปบ้าง (นิดนึงก็ยังดี)

และถ้ามีการจำกัดจริงส่วนนึงที่ผมว่าน่าจะทำควบคู่ไปด้วยกันเลยคือการให้ใบอนุญาตขับรถแท็กซี่ที่ต้องมีความพิถีพิถันมาก ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบด้านการขับ, ทดสอบมารยาท, ทดสอบร่างกายโดยเฉพาะเรื่องสายตา (เคยเห็นคนขับแท็กซี่ใส่แว่นกันกี่คน) ที่หลัง ๆ ตัวผมเองเจอว่าจากพี่ ๆ แท็กซี่เริ่มจะกลายเป็นลุง ๆ มาขับแท็กซี่กันมากขึ้น ซึ่งท่านั่งขับแต่ละคนรู้ได้เลยว่าสายตาไม่ปกติแต่ไม่ใส่แว่น นึก ๆ ดูโคตรอันตรายเลยนะครับ เพราะลุง ๆ แกขับโดยอาศัยความเคยชินแทนที่จะใช้สายตาในการมองกลางวันก็อันตรายแล้วกลางคืนนี่ไม่ต้องพูดถึง เคยเจอคันนึงลุงแกนั่งชิดอกแทบติดพวงมาลัยหน้ายื่นล้ำพวงมาลัยไปอีกสายตาแกก็เพ่งทางแบบที่คนมีอายุสายตาไม่ดีเพ่งอ่านหนังสือ ทำให้ผมคิดได้หนึ่งอย่างจากกรณีนี้คือการต่ออายุใบขับขี่ควรมีการตรวจสายตาและระบุค่าสายตาลงไปด้วยทุกครั้ง ซึ่งถ้าวัดสายตาแล้วเกินเกณฑ์มาตรฐานก็ต้องไล่ให้เจ้าของรถไปทำแว่นสายตามาก่อนถึงจะออกใบอนุญาต

ถ้าเรื่องที่เพ้อเจ้ออยู่ภาครัฐทำได้จริงก็น่าจะยกระดับอาชีพขับรถแท็กซี่ให้ดูมีเกียรติมากขึ้นอีกนิด ส่วนพี่ ๆ ลุง ๆ ผู้ขับแท็กซี่ก็ต้องเคารพทั้งตัวเองและผู้โดยสารด้วยเช่นกัน

Leave a Reply