This is “ไทยแลนด์”
ไม่วิถีชีวิตคนบนท้องถนนแต่ละวันที่ผมต้องออกไปเจอแล้วรู้สึกว่ามนุษย์ที่เกิดบนแผ่นดินสยามช่างน่าน้อยเนื้อต่ำใจเป็นย่ิงนักในเรื่องเกี่ยวกับการเคารพกฏระเบียบบ้านเมือง ซึ่งจริง ๆ แล้วก็รำคาญมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่รู้สึกว่าพวกเขา (รวมๆกันแล้วเรียกว่าคนไทย) เอาเปรียบกันเกินไปแล้ว ไม่ว่าจะไปที่ไหนคนไทยด้วยกันก็มักจะเอาเปรียบและไม่เคยคิดว่าคนรอบข้างจะรู้สึกรังเกียจมากแค่ไหน ที่สำคัญคือกฏหมายประเทศไทยไม่เคยทำอะไรใครได้
ยกตัวอย่างง่าย ๆ จากแถวบ้านผมเอง มีร้านค้ามาตั้งใหม่ ซึ่งน่าจะเช่าที่ตึก 1 คูหานั้นเมื่อประมาณ 3-4 เดือนที่แล้ว แรก ๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกเพราะหน้าร้านยังมีบาทวิถีกว้างสัก 1 เมตรให้คนเดินซื้อของกันได้สะดวกพอประมาณ แล้วอะไรไม่รู้ดลใจเจ๊อ้วนให้ออกมาตั้งโต๊ะขายของตรงบาถวิถีตรงข้ามร้านแกนั้นล่ะ แถมด้วยหน้าร้านยังตั้งขายของล้ำเส้นเข้ามาในส่วนทางเดินเท้าอีก ลองนึกสภาพเวลาที่ต้องเดินผ่านหน้าร้านขายของที่นิสัยส้นมือเช่นนี้ดูซิว่าเหลือทางเดินให้คนเดินส่วนกันสักกี่เซนติเมตร “This is ไทยแลนด์”
เรื่องอื่น ๆ ที่ผมแม่งไม่เคยเชื่อในสารพัดบรรดาโครงการณ์รงณรงค์เรื่องต่าง ๆ ทั้งแกมขอร้อง, แกมบังคับ หรือแม้กระทั่งมีการจับปรับ ง่าย ๆ ที่ใกล้ตัวสุดก็คือห้ามไม่ให้สูบบุหรี่ในที่สาธารณะ จำได้ว่าไอ้โครงการณ์แนวนี้ออกมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง โดยครั้งล่าสุดน่าจะออกมาให้เห็นตอนปี 2551 สุดท้ายเห็นรณรงค์อยู่ได้ไม่กี่เดือนแม่งก็เหมือนเดิมคนก็ยังเดินสูบบุหรี่ตามที่ ๆ ไม่ควรจะสูบกันเหมือนเดิม “This is ไทยแลนด์”
เรื่องการเคารพกฏจราจรของผู้ใช้รถก็เป็นอีกเรื่องนึงที่ “This is ไทยแลนด์” มาก ๆ บางทีเห็นหลายคนบ่นเรื่องตำรวจรีดไถเงินโดยมิชอบก็เหมือนจะเข้าข้างตำรวจพวกนี้ในบางขณะ อย่างกรณีแท็กซี่จอดแช่หน้าป้ายรถประจำทาง พอรถประจำทางที่ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์แบบไหนก็ตาม, รถตู้โดยสารอีกสารพัดแม่งต้องออกไปจอดอย่างน้อยเลนที่สอง ส่วนคุณพี่แท็กซี่ก็ยังจอดแช่ไม่เดือดร้อนอะไร เคยเห็นตำรวจขี่แว๊นมาปาดหน้าลงมาตักเตือน, เขียนใบสั่งก็แล้ว, ไถเงินก็แล้ว สุดท้ายก็ยังเหมือนเดิม อยากถามว่ากฏหมายบ้านเมืองบ้านเรามันไม่น่าทำตามขนาดนั้นเลยเหรอ ส่วนที่ทางการออกมาบอกปาวๆว่าแท็กซี่ทุกคันต้องรับผู้โดยสาร ไม่เห็นมันจะเคยได้ผลอะไรเลย เพราะสุดท้ายก็อ้างว่าส่งรถไม่ทัน, ไม่รู้จักทาง ไม้ตายสุดท้ายคือขอบวกเงินเพิ่มต่างหาก …แล้วจะมีมิเตอร์คิดเงินไว้ทำไม ?
ล่าสุดของล่าสุดก็คือเรื่องข้ามถนนโดยให้ใช้สะพานลอยหรือทางม้าลายเห็นรณรงค์อยู่ได้พักนึง ตอนนี้ก็กลับไปเหมือนเดิมคือฉันจะข้ามตรงไหนฉันก็จะข้าม ที่เห็นบ่อยสุดก็ช่วงประตูน้ำ พ่อค้าแม่ค้าแบกถุงเสื้อถุงใหญ่มโหฬารแถมไม่ใช่แค่ถุงเดียวเสียด้วย ข้ามถนนหน้าตาเฉยทั้ง ๆ ที่สะพานลอยเดินห่างออกไปอีกประมาณสัก 10 เมตรเห็นจะได้ ก็เข้าใจว่ามันหนักแบกขึ้นสะพานลอยก็คงเหนื่อยแต่อย่างน้อยก็น่าจะนึกถึงตัวเองบ้างว่าถ้าโดนรถชนไปจะคุ้มกันมั้ย แต่กลับกันอีกด้านไม่ว่าจะพยายามข้ามทางม้าลายสักแค่ไหนรถที่วิ่งมาแม่งก็ไม่เคยจอดให้ ขนาดว่าไฟแดงหร่ากลางสี่แยกจะข้ามถนนก็ยังต้องดูว่าแม่งจะมีรถขับฝ่าไฟแดงออกมาอีกรึเปล่า สุดท้ายเรื่องนี้ทั้งคนเดินถนนและคนที่ใช้รถก็ควรต้องเคารพกฏและให้เกียรติคนอื่นที่ใช้ถนนร่วมกันบ้างคนละนิดก็ยังดี ไม่ใช่อะไร ๆ ก็บ่นว่า “This is ไทยแลนด์”
เรื่องอื่น ๆ ผมว่าเพื่อน ๆ ที่เข้ามาอ่านก็คงได้เจอกันบ้างไม่มากก็น้อย ที่เห็นบ่อย ๆ ก็เช่นมีพื้นที่ว่างตามบาทวิถีหรือสะพานลอยเป็นไม่ได้ต้องมาจองที่ขายของกัน เข้าใจครับว่าทำมาหากิน แต่นี่มันทางสัญจรของคนเดิน ซึ่งสุดท้ายแล้วคนต้องลงไปเดินบนถนน แล้วแบบนี้มันเหมาะสมมั้ย ซึ่งผลที่ตามมาจากที่เห็นข่าวอยู่เนือง ๆ คือเมื่อปล่อยให้พื้นที่บริเวณนั้นมีการค้าขายเกิดขึ้นเป็นเวลานานแบบว่านานจนจำไม่ได้ว่าเร่ิมมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่พอรัฐจะนำพื้นที่กลับคืนมาก็มีการทะเลาะกันเกิดขึ้นระหว่างผู้ค้าบริเวณนั้นกับรัฐ “This is ไทยแลนด์”
ส่วนคำว่า “อะไรยอมกันได้ก็ยอมกันไปเถอะคนไทยด้วยกัน” ผมว่าเราคนไทยควรจะเลิกใช้ประโยคนี้กันได้แล้วเพราะเมื่อเราถูกเอารัดเอาเปรียบไ่ม่ว่าในรูปแบบใดก็ตามเราก็ควรจะต้องเรียกร้องสิทธิ์ของเรากลับคืน ไม่ใช่ว่ายอม ๆ ไปเถอะอย่ามีเรื่องเลย เพราะ “This is ไทยแลนด์”
One Response to “This is “ไทยแลนด์””
Leave a Reply

ผมเคยยืนรอรถเมล์ที่ป้ายหน้าตึกแพลตตินั่ม ช่วงที่กำลังก่อสร้างอยู่ ก็มีสังกะสีกั้นตามปกติของที่ก่อสร้าง ส่วนที่ยืนบนฟุตบาทแทบจะไม่เหลือ แถมมีแผงลอยมาวางอีก ยืนรอรถดีๆ โดนคนขายของแผงลอยไล่เพราะยืนบังหน้าร้านเค้า (บนฟุตบาททางเดินเนี่ยนะ?) สัญชาตญาณก็ออกจากปากผมทันทีว่า “ผมจ่ายภาษี ผมมีสิทธิ์ที่จะยืนตรงนี้ และตรงที่ผมยืนก็เป็นที่สาธารณะด้วย” และเค้าก็ตอบกลับมา “เค้าก็จ่ายภาษี ทั้งตำรวจและเทศกิจเค้ามีสิทธิ์มากกว่า” จบข่าว!!!