เด็กยุค 90's (ตอนที่ 1)
อยู่ดี ๆ ก็ได้คุยกับเพื่อน ๆ ใน twitter 2 คน (@PHz กับ @padan34) ถึงเรื่องวัยเด็กในยุค 90’s ยิ่งคุยยิ่งคิดถึงเลยต้องมาเขียนไว้สักหน่อย
จริง ๆ เร่ิมจากนึกถึงรองเท้า Dr.Marten’s ก็เลยถามราคากับ @padan34 ว่าที่อังกฤษราคาเท่าไหร่ เพราะที่ไทยตอนนี้คู่นึก 6-7 พันบาทแล้ว คุยกันไปคุยกันมาเรื่องรองเท้าแล้วก็มาเรื่องการแต่งตัวสมัยก่อนที่ใส่ Dr.Marten’s ก็มีคุณ @PHz เข้ามาแจมหลังจากนั้นก็ยาว…มากๆ เรียกว่าเป็นการคุยใน twitter เรื่องเดียวที่ยาวที่สุดเลยก็ว่าได้
เริ่มจากสมัย ม.ต้น ไปดูคอนเสิร์ต MC Hammer จำได้ว่าวันที่ไปดูคือกลับจากโรงเรียนแล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วดิ่งไปที่อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมากทันที ไปคนเดียวมองซ้ายมองขวาเห็นคนมุงเยอะ ๆ ยืนรอซื้อตั๋วก็ไปต่อคิวจำได้ว่าราคาบัตร 300 บาท ร้องเพลง MC Hammer ได้อยู่ 2 เพลงที่เหลือไปเต้นเย้วๆๆ ในคอนเสิร์ตอย่างเดียว การแต่งตัวช่วงนั้นเสื้อเชิตพลิ้วๆ กางเกงผ้าหางกระรอกพลิ้วๆ นอกจาก MC Hammer ช่วงนั้น Michael Jackson เร่ิมมาล่ะ แต่ยังไม่แนวเท่า MC Hammer ในตอนนั้น
พอเร่ิม ม.ปลาย ช่วงนี้เป็นอะไรที่สนุกมากช่วงปลายของกางเกงผ้าหางกระรอกเพลง Ice Ice Baby (Vanilla Ice) กำลังแรงทีเดียว ฝึกเต้นเพลงนี้กับเพื่อน ๆ จนเต้นพอได้บ้าง (ตอนนี้ก็จำสเต็ปง่ายๆได้อยู่นะ) พอหมดจากยุคใส่กางเกงผ้าหางกระรอกก็กลายเป็นกางเกงยีนส์ขาใหญ่ฮิปฮอป ใครใส่แล้วปลายขาขาดยิ่งเท่ ช่วงนี้นักร้องที่ฮิต ๆ เป็นเด็กแนว 2 คน “Kriss Kross” มาสร้างกระแสใส่กางเกงกลับหน้ากลับหลัง พร้อมด้วยเสื้อเบสบอล …ซื้อครับซื้อเก็บตังค์อยู่พักนึงไปถอยเสื้อเบสบอลตัวละเกือบ 2 พันมาใส่…เท่มาก นอกจากเสื้อเบสบอลก็มีเสื้อทีมบาสในเอ็นบีเอ หมวกทีมเบสบอลทั้งของแท้ของเทียมเรียกว่าไปเดินมาบุญครอง, สยาม ช่วงเวลานั้นเด็กผู้ชายใส่กางเกงกลับด้านกันเป็นแถว แล้วก็เป็นจังหวะที่รองเท้า Dr.Marten’s กับ Underground เริ่มมาแล้วครับ ถ้าแต่งชุดเต็มยศก็จะเป็นเสื้อเบสบอล-กางเกงขาใหญ่-รองเท้า Dr.Marten’s หรือถ้าอีกแนวที่เห็นคนอื่นใส่ก็จะเป็นเสื้อเชิตพอดีตัว-ขาเดฟรัดไข่-รองเท้า Underground
เรื่องรองเท้า Dr.Marten’s นี่เล่ากันยาวอีกเหมือนกันเพราะคู่แรกที่ซื้อเป็นสีเชอรี่ ใครใส่ Dr.Marten’s ต้องห้อยกระดิ่งไม่เล็กไม่ใหญ่ไว้ที่รองเท้าด้วยเดินออกจากบ้านทีหมาเห่ากันเป็นแถว (ฮา) หลัง ๆ มาซื้อ Dr.Marten’s อีกคู่เป็นสีดำคู่นี้จำได้ว่าซื้อในร้าน FootWork เพราะในมาบุญครองไม่มีไซส์เราแล้ว (เบอร์ 9) ก็เลยซื้อแพงกว่าชาวบ้านชาวช่องเค้า แต่ Dr.Marten’s ของเราก็จะเท่กว่าคนอื่นหน่อยนึงตรงที่มีเข็มขัดเล็ก ๆ คาดที่รองเท้า ใส่แบบว่าโคตรจะถนอม เช้าก่อนออกก็ขัดซะ..เอี่ยม ตกเย็นเข้าบ้านก็ต้องเช็ด..ให้ดูใหม่ ส่วนตอนเรียน ร.ด. มีเพื่อนเปรี้ยวใส่ Dr.Marten’s ไปเรียน โดนจับไปลงบ่อบัวที่ราบ 11 (บางเขน) พอขึ้นมารองเท้ามีแต่โคลน …นึกแล้วยังขำไม่หาย
ส่วน Underground เป็นรองเท้าที่ชอบแต่ตอนนั้นราคาแพงกว่า Dr.Marten’s อยู่นิดหน่อยเลยไม่ได้ซื้อกับเค้าสักคู่ จำได้ว่าหน้ารองเท้า Underground มีทั้งเป็นลายเหมือนบนตัววัว (พื้นขาวแต้มดำ) , ลายม้่าลาย, ลายเสือดาว (ม่วงจุดดำ) ความแปลกของ Underground คือส้นรองเท้าจะหนามากคือใส่แล้วตัวจะสูงปรี๊ดขึ้นมาทันที
นอกจากเรื่องเสื้อผ้าใส่เที่ยวแล้ว ถ้าเป็นชุดนักเรียกในช่วง ม.ปลาย ก็ต้องเสื้อขาวตัวใหญ่ ๆ ประมาณว่าปกติใส่ M ก็หนีไปใส่ L หรือ XL เสื้อต้องไปหาซื้อที่จตุจักรตัวละ 100-150 บาทสีขาวก็จะไม่ขาวจะหม่น ๆ หน่อย ส่วนกางเกงนักเรียนก็ต้องแบบธรรมดาไม่ได้เลยต้อง “สั่งตัด” ผ้าเวสปอยต์ (เรียกงี้เปล่าหว่า) ส่วนซิปกางเกงเชยแหลก ต้องเป็นกระดุมเท่านั้น ถ้าให้เท่ยิ่งขึ้นต้องเป็นกระดุมเงิน Levi’s 501ส่วนถุงเท้าก็ต้องถุงเท้าฟุตบอลหรือครึ่งแข้งสีขาวแล้วรูดลงไปกอง ๆ กับตาตุ่ม รองเท้าเป็นอื่นไม่ได้นอกจากนันยางเวลาใส่ให้แนวต้องแบบว่าใส่แบบเหยีบส้นด้วย ซึ่งรองเท้าก็จะขาดตรงส้นแล้วก็จะมาขาดตรงนิ้วก้อย ใส่กันคู่นึงก็ปีนึง เรื่องซักรองเท้าลืมไปได้เลยไม่เคยซักเลยนอกจากแม่บ่นให้เอารองเท้าไปซักก็ถึงซัก แฟชั่นในโรงเรียนตอนนั้นนอกจากเสื้อตัวหลวมๆ ใหญ่ ๆ กางเกงสั่งตัด ถุงเท้ากอง ๆ นันยางเหยียบส้นแล้ว ยังมีกระเป๋านักเรียนจาค๊อบส์ ปากกาซานริโอ้ ถุงผ้าพูม่า ถุงผ้าซานริโอ้ หนังสือพิมพ์ซอคเก้อร์ ฯลฯ
ซึ่งถ้าว่ากันเฉพาะเรื่องซาริโอ้ (Sanrio) ก็ช่วงม.5-ม.6 แล้วก็ยังลามมาถึงช่วงมหาลัยด้วยนั้น เรื่องของเรื่องเริ่มจากผู้หญิงในห้องที่เรียนด้วยกันมีปากกาเคโระ (Keroppi) ก็เลยเอาบ้างไปสยามซื้อปากกาเคโระสีน้ำเงิน (แท่งละ 25 บาท) ต่อมาพอเคโระเริ่มเกลื่อนก็เปลี่ยนเป็นปากกาทาโบะ (Minna No Tabo) ที่นี้ซื้อมันเกือบทุกสีเลยน้ำเงิน, แดง, เขียว, ม่วง, แท่งละ 25 บาท กลายเป็นว่าผู้ชายในห้องหลายคนใช้ปากกาซานริโอ้แล้วพวกผู้หญิงก็จะมียืมไปใช้ต่ออีกที การใช้ปากการาคาแพงสำหรับผมในสมัยนั้นคือทำให้เรารักษาของคือใช้แท่งละ 3 บาท 5 บาทหายก็ช่าง แต่พอเป็นปากกาซานริโอ้ใช้แล้วต้องรักษายิ่งชีพ น่าจะเป็นปากกาที่ใช้หมดแท่งถึงไปซื้อใหม่ก็ว่าได้ แต่หลัง ๆ ปากกาซานริโอ้เริ่มแพง (40-50 บาท) ก็เลยช่างมันเหอะ แพงเกิ้น… นอกจากปากกาแล้วยังมีถุงผ้าพูม่า/ถุงผ้าซานริโอ้อีกอย่างที่ฮิตระเบิด (พวกถุงผ้าหูรูดของแต่ละโรงเรียนก็มีแรงบันดาลใจจากถุงผ้าพูม่า/ถุงผ้าซานริโอ้นี่แหล่ะ) ถือไปโรงเรียนก็ต้องแอบ ๆ เพราะเดี๋ยวโดนยึด มีอยู่สองใบก็วน ๆ กันถือ ส่วนกระเป๋านักเรียนไม่ถือเพราะใส่หนังสือไปในถุงผ้าแทน ส่วนผู้หญิงก็จะนิยมกระเป๋าจาค็อบส์ ซึ่งวางไว้ที่ไหนนาน ๆ ไม่ได้เพราะหายทันที
ด้านเสียงเพลงคนแรกที่นึกถึงเลยก็ต้อง Michael Jackson ตอนมีคอนเสิร์ตครั้งแรกในไทยไปยืนจองตั๋วกับเพื่อนบัตร 2,000 บาท (การ์ดสีเงิน) โดดเรียนไปดูคอนเสิร์ต ไปกันตั้งแต่ 4 โมงเย็นเข้านั่งในสนามร้อนก็ร้อนแต่ก็นั่งสลับกับเพื่อนวิ่งไปซื้อน้ำซื้อข้าวมากินระหว่างรอ พอสักสองทุ่มพี่ Michael Jackson ก็มาแล้วจำได้ว่าเพลงแรก Jam เต้นไปร้องไปมันมาก ส่วนนักร้องผู้หญิงก็ขาดไม่ได้เลยเจ๊ Madonna ไม่รู้ทำไมถึงฟังเหมือนกัน พอโตมาก็ยังติดตามผลงานของเจ๊แกมาเรื่อยถึงปัจจุบัน
ยิ่งคุยยิ่งเขียนยิ่งคิดถึง 90’s
ป.ล.ที่หนึ่ง เอาเท่านี้ก่อนเพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่เล่าไปตอนนี้สงสัยจะเขียนถึงเช้า เช่นเรื่องที่เที่ยวกลางคืนของเด็กยุคนู้น อันนี้คงอีกยาวเดี่ยวค่อยมาเล่าต่อก็แล้วกัน
ป.ล.ที่สอง เดี๋ยวค่อยมาใส่รูปใส่ลิงค์ทีหลังแล้วกัน เพราะพวกรูปปากกาซานริโอ้ยุคแรกในเน็ตหามีไม่
3 Responses to “เด็กยุค 90's (ตอนที่ 1)”
Leave a Reply

รองเท้า…ต้องเหยียบส้นเท่านั้น รองเท้าซื้อมาใหม่..ต้องรีบเอาไปทำให้เก่าในทันที
ส่วน กระเป๋านักเรียนจาค๊อบส์ อันนี้โรงเรียนผมไม่ใช่แนวนี้ครับ เด็กสาธิต..มันใช้ย่ามกันแทน ไม่ถือกระเป๋า หนังสือเรียนไม่เคยเอากลับบ้าน 555+
เข้ามาอ่านเฉยๆ เกิดไม่ทัน ;P
กรี๊ดดดด~ คิดถึงสมัยก่อนมากๆ
ไว้เสวนากันใหม่ เอาเป็นยุค 2000 ละกันเนอะ ^ ^