<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Out of Pod</title>
	<atom:link href="http://blog.siampod.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://blog.siampod.com</link>
	<description>Just my Blog</description>
	<lastBuildDate>Wed, 13 Jan 2010 08:50:24 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.5</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ชอบ iPod รุ่นไหนที่สุด</title>
		<link>http://blog.siampod.com/2010/01/13/%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%9a-ipod-%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://blog.siampod.com/2010/01/13/%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%9a-ipod-%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 13 Jan 2010 08:49:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kangg</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[iPod]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.siampod.com/?p=117</guid>
		<description><![CDATA[เคยโดนถามอยู่เรื่อย ๆ ครับว่าผม &#8220;ชอบ iPod รุ่นไหนที่สุด&#8221; อาจจะด้วยเพื่อน ๆ และคนรู้จักหลายคนเห็นว่าผมมีเว็บแนว ๆ นี้กับเค้าอยู่ก็เลยไม่รู้จะถามอะไรเวลาคุยกัน
คำตอบของผมให้ได้เลือกได้เพียงรุ่นเดียวขอเลือก iPod 3G รุ่นที่มีสี่ปุ่มเรียงกันด้านบน Touchwheel แถมมีไฟไว้มองเวลากลางคืนสีส้ม ๆ อีกต่างหาก การทำงานของตัวเครื่องให้เป็นระบบสัมผัสแต่เอานิ้วแตะ ๆ คำสั่งก็ได้ตามต้องการแล้ว ส่วนตัว Wheel ของรุ่นนี้เรียกว่า Touchwheel คือแค่แตะแล้วหมุนครับ (รุ่นหลังจากนี้จนถึงปัจจุบันเรียกเป็น Clickwheel) สำหรับผมยกให้รุ่นนี้ครับ สวยบาดใจที่สุดสำหรับผมแล้ว :)

นอกจากจะโดนคำถาม &#8220;ชอบ iPod รุ่นไหนที่สุด&#8221; แล้วอีกคำถามที่โดนถามอยู่บ่อย ๆ ประมาณว่าทำเว็บแบบนี้ต้องมี iPod ครบทุกรุ่นแน่เลย คำตอบคือยังมีไม่ครบครับ เท่าที่มีติดตัวอยู่ตอนนี้ก็มี

iPod 3G
iPod 4G
iPod nano 5G


ส่วนรุ่นอื่นที่เคยมีแล้วต้องพลัดพรากจากันไป (T^T) มี

iPod 5G
iPod nano 1G
iPod nano 2G

สำหรับ iPod คิดว่าคงตามเก็บเรื่อย ๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 12.0px Thonburi;">เคยโดนถามอยู่เรื่อย ๆ ครับว่าผม &#8220;ชอบ iPod รุ่นไหนที่สุด&#8221; อาจจะด้วยเพื่อน ๆ และคนรู้จักหลายคนเห็นว่าผมมีเว็บแนว ๆ นี้กับเค้าอยู่ก็เลยไม่รู้จะถามอะไรเวลาคุยกัน<span id="more-117"></span></p>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 12.0px Thonburi; min-height: 17.0px;">คำตอบของผมให้ได้เลือกได้เพียงรุ่นเดียวขอเลือก iPod 3G รุ่นที่มีสี่ปุ่มเรียงกันด้านบน Touchwheel แถมมีไฟไว้มองเวลากลางคืนสีส้ม ๆ อีกต่างหาก การทำงานของตัวเครื่องให้เป็นระบบสัมผัสแต่เอานิ้วแตะ ๆ คำสั่งก็ได้ตามต้องการแล้ว ส่วนตัว Wheel ของรุ่นนี้เรียกว่า Touchwheel คือแค่แตะแล้วหมุนครับ (รุ่นหลังจากนี้จนถึงปัจจุบันเรียกเป็น Clickwheel) สำหรับผมยกให้รุ่นนี้ครับ สวยบาดใจที่สุดสำหรับผมแล้ว :)</p>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 12.0px Thonburi; min-height: 17.0px;">
<p style="margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 12.0px Thonburi;">นอกจากจะโดนคำถาม &#8220;ชอบ iPod รุ่นไหนที่สุด&#8221; แล้วอีกคำถามที่โดนถามอยู่บ่อย ๆ ประมาณว่าทำเว็บแบบนี้ต้องมี iPod ครบทุกรุ่นแน่เลย คำตอบคือยังมีไม่ครบครับ เท่าที่มีติดตัวอยู่ตอนนี้ก็มี</p>
<ul>
<li>iPod 3G</li>
<li>iPod 4G</li>
<li>iPod nano 5G</li>
</ul>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 12.0px Thonburi; min-height: 17.0px;">
<p style="margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 12.0px Thonburi;">ส่วนรุ่นอื่นที่เคยมีแล้วต้องพลัดพรากจากันไป (T^T) มี</p>
<ul>
<li>iPod 5G</li>
<li>iPod nano 1G</li>
<li>iPod nano 2G</li>
</ul>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 12.0px Thonburi; min-height: 17.0px;">สำหรับ iPod คิดว่าคงตามเก็บเรื่อย ๆ ครับ ถ้าเจอแล้วราคาไม่แพงก็คงค่อย ๆ ทยอยซื้อเก็บครับ ..ว่าไปก็เหมือนสะสมสแตมป์นะ :)</p>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 12.0px Thonburi; min-height: 17.0px;">
<p style="margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 12.0px Thonburi;">
<p style="font: normal normal normal 12px/normal Thonburi; text-align: center; margin: 0px;"><img class="alignnone size-full wp-image-118" title="ipod-3G" src="http://blog.siampod.com/wp-content/uploads/2010/01/ipod-3G.jpg" alt="ipod-3G" width="285" height="400" /></p>
<p style="font: normal normal normal 12px/normal Thonburi; text-align: center; margin: 0px;">photo : <a href="http://commons.wikimedia.org/wiki/File:3G_ipod_in_dock.jpg" target="_blank">wikipedia</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blog.siampod.com/2010/01/13/%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%9a-ipod-%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สยาม สแควร์ในวันนี้</title>
		<link>http://blog.siampod.com/2009/12/28/siam-square/</link>
		<comments>http://blog.siampod.com/2009/12/28/siam-square/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Dec 2009 04:44:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kangg</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok]]></category>
		<category><![CDATA[Siam Square]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.siampod.com/?p=108</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องนี้จริง ๆ มันก็เปลี่ยนไปทุกยุคทุกสมัยนั้นแหล่ะ&#8230;สยาม แสควร์ของผมในอดีตเท่าที่จำความได้คือเดินกันมาตั้งแต่ยังไม่มี Center Point จำได้ว่าตอนที่สร้าง Center Point ก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ รู้สึกว่าสยาม สแควร์กำลังโดนทำลาย หลังจากนั้นผ่านมาอีกหลายปีจนมีการรื้อ Center Point เพื่อสร้างตึก Digital Gateway  จำได้ว่าคืนสุดท้ายก่อนทำการรื้อ Center Point มีคอนเสิร์ตโจอี้บอยและก้านคอคลับ ผมยังไม่กระโดดเย้วๆ อยู่เลย จนปัจจุบันนี้ตึก Digital Gateway สร้างเสร็จ (รึเปล่า) และเปิดทำการเรียบร้อย ใครเคยไปเดินที่ตึกนี้น่าจะพบกับความหดหู่ใจเล็กน้อยเพราะนอกจากรูปลักษณ์ภายนอกแม่งไม่สวยแล้ว ภายในอยากจะรู้จริง ๆ ว่าทั้งเจ้าของเงินและคนออกแบบคิดอะไรกันอยู่ Digital Gateway ไม่น่าเชื่อว่าภายในตึกมันจะจัดวางผังร้านค้าและทางเดินได้ห่วยจริง ๆ แถมถ้าใครขึ้นไปชั้นบนสุดตอนนี้ไม่มีบันไดเลื่อนหรือบันไดไม่เลื่อนให้เดินลงนะขอรับ ต้องใช้บันไดทางหนีไฟเดินลงมา (โอ้..พระพุทธเจ้า) ในความรู้สึกของผม Digital Gatewat มันคือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ควรจะเกิดมาไม่ว่ามันจะไปอยู่ที่แห่งหนตำบลใดของโลกครับ
ส่วนเรื่องจริง ๆ ที่ทำให้ต้องมาเขียนถึงสยาม สแควร์ก็คงเป็นเรื่องการขายของบนทางเท้าที่คนเดินสยามแบบผมก็สุดซึ้งกับระบบการขายของแบบนี้ เริ่มต้นของเรื่องนี้จริง ๆ ก็ไม่ค่อยหนักหนาเท่าไหร่หรอกพี่เพราะพ่อค้าแม่ขายที่มาตั้งแผงขายของก็มีกันอยู่ไม่กี่ราย แต่ตอนนี้นอกจากจะมีจำนวนแผงเยอะกว่าสมัยก่อนแบบหลายเท่าตัวแล้ว บางร้านยังมาตั้งกันตั้งแต่หัววันไม่ใช่มาตั้งกันตอนเย็น ๆ ค่ำ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เรื่องนี้จริง ๆ มันก็เปลี่ยนไปทุกยุคทุกสมัยนั้นแหล่ะ&#8230;สยาม แสควร์ของผมในอดีตเท่าที่จำความได้คือเดินกันมาตั้งแต่ยังไม่มี Center Point จำได้ว่าตอนที่สร้าง Center Point ก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ รู้สึกว่าสยาม สแควร์กำลังโดนทำลาย หลังจากนั้นผ่านมาอีกหลายปีจนมีการรื้อ Center Point เพื่อสร้างตึก Digital Gateway  จำได้ว่าคืนสุดท้ายก่อนทำการรื้อ Center Point <span id="more-108"></span>มีคอนเสิร์ตโจอี้บอยและก้านคอคลับ ผมยังไม่กระโดดเย้วๆ อยู่เลย จนปัจจุบันนี้ตึก Digital Gateway สร้างเสร็จ (รึเปล่า) และเปิดทำการเรียบร้อย ใครเคยไปเดินที่ตึกนี้น่าจะพบกับความหดหู่ใจเล็กน้อยเพราะนอกจากรูปลักษณ์ภายนอกแม่งไม่สวยแล้ว ภายในอยากจะรู้จริง ๆ ว่าทั้งเจ้าของเงินและคนออกแบบคิดอะไรกันอยู่ Digital Gateway ไม่น่าเชื่อว่าภายในตึกมันจะจัดวางผังร้านค้าและทางเดินได้ห่วยจริง ๆ แถมถ้าใครขึ้นไปชั้นบนสุดตอนนี้ไม่มีบันไดเลื่อนหรือบันไดไม่เลื่อนให้เดินลงนะขอรับ ต้องใช้บันไดทางหนีไฟเดินลงมา (โอ้..พระพุทธเจ้า) ในความรู้สึกของผม Digital Gatewat มันคือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ควรจะเกิดมาไม่ว่ามันจะไปอยู่ที่แห่งหนตำบลใดของโลกครับ</p>
<p>ส่วนเรื่องจริง ๆ ที่ทำให้ต้องมาเขียนถึงสยาม สแควร์ก็คงเป็นเรื่องการขายของบนทางเท้าที่คนเดินสยามแบบผมก็สุดซึ้งกับระบบการขายของแบบนี้ เริ่มต้นของเรื่องนี้จริง ๆ ก็ไม่ค่อยหนักหนาเท่าไหร่หรอกพี่เพราะพ่อค้าแม่ขายที่มาตั้งแผงขายของก็มีกันอยู่ไม่กี่ราย แต่ตอนนี้นอกจากจะมีจำนวนแผงเยอะกว่าสมัยก่อนแบบหลายเท่าตัวแล้ว บางร้านยังมาตั้งกันตั้งแต่หัววันไม่ใช่มาตั้งกันตอนเย็น ๆ ค่ำ ๆ อีกต่อไป แล้วลองนึกสภาพทางเท้าตลอดแนวช่วงบันไดทางลงบีทีเอส (ซ. 3) ไปจนถึงหน้าโรงหนังลิโด้ดูครับ ไม่มีทางเดินเลยครับ คะเนด้วยสายตามีช่องให้เดินกว้างไม่เกิน 1 เมตรครับ คนแม่งเดินกันมหาศาลเบียดกันแล้วเบียดกันอีก สุดท้ายตอนนี้กลายเป็นว่าคนต้องลงไปเดินบนถนนเสียเอง ไม่งั้นระยะทางแค่ไม่กี่เมตรคุณอาจจะต้องใช้เวลาร่วม 15 นาทีในการเดินเบียด เท่านั้นยังไม่พอถ้าคุณเดินออกมาจากซ. 2 ตอนช่วงที่เร่ิมขายของกันแล้วคุณจะไม่สามารถเดินออกแบบปกติเพราะคนขายของแถวนั้นจะนำรั้วเหล็กมาวางปิดถนนแล้วนำเสื้อผ้าหรือแผงขายของมาตั้งบังไว้ ถามว่าแล้วจะออกทางไหน แม่งก็มีทางให้เดินเท่ารูหนูอยู่ด้านข้างแผงขายของ ๆ ใครสักคนใช้เป็นช่องเดินผ่านไปมา เจออย่างนี้ผมว่าเป็นใครก็เบื่อและพลาดไม่ชอบแผงขายของแถวนั้นไปด้วยไม่มากก็น้อย แถมถ้าลองเดินไปชนแผงขายของเข้ารับรองโดนต่อว่าอีก ทั้ง ๆ ที่แผงขายของตั้งอยู่บนทางเท้าทางสัญจรของผู้เดินถนน เค้าผิดกฏหมายแน่นอน คนเดินถนนที่จ่ายภาษีก็ต้องโดนด่ากันไป เพราะพวกเขาก็อ้างว่าเขาก็จ่ายส่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐเหมือนกัน ฉะนั้นพวกเขาก็มีสิทธิ์เปิดขายของได้</p>
<p>ผมเชื่อว่าคนค้าขายที่เปิดร้านอยู่ในสยาม สแควร์ทั้งหมดได้รับผลกระทบแน่ ๆ ครับ ส่วนจะมากหรือน้อยผมไม่มีข้อมูลหรอกครับ แต่เอาว่าถ้าร้านข้างทางตัดราคาขายถูกกว่าอีกสัก 50 บาทในของแบบเดียวกัน ร้านรวงในสยาม สแควร์ได้ร่วงกันแน่ ๆ ครับ ไม่รู้ว่าทางจุฬาฯ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและให้เช่าที่บริเวณนั้นจะมีมาตรการดูแลเรื่องนี้อย่างไร และที่สำคัญคือทางกรุงเทพฯ ปัจจุบันมีคุณชายผู้ว่าฯ เป็นหัวเรือใหญ่มองไม่เห็นหรือกระไรว่าคนเดินถนนเขาเดือนร้อน ถ้าจะรับส่วยขายของก็ช่วยจัดระเบียบเรื่องสถานที่ขายให้ดี ๆ หน่อย เพราะผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนที่เคยรักสยาม สแควร์ เริ่มเบื่อกับสยาม สแควร์ในตอนนี้ที่กำลังทรุดโทรมลงด้วยความมักง่ายของหลาย ๆ ฝ่ายครับ ถ้าทางกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะหน่วยงานไหนมีมติให้ขายของบนทางเท้าได้แบบนี้อีกไม่นานสยาม สแควร์ก็คงไม่เป็นสยาม สแควร์อีกต่อไปเอกลักษณ์ของสยาม สแควร์ค่อย ๆ หมดลงไปทุกที จากที่เคยเดินกันสบาย ๆ ตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับตลาดนัดที่มีคนเยอะ ๆ มารวมตัวกัน อย่าว่าแต่พวกฝรั่งเองเปรียบประเทศไทยเลยครับ แค่คนไทยเอาเปรียบกันเองแบบนี้ผมว่าช้ำใจยิ่งกว่าโดนฝรั่งมาเองเปรียบอีก</p>
<p>(เรื่องขายของบนทางเท้าจริง ๆ ก็มีให้เห็นทุกที่และทุกยุคทุกสมัยกันอยู่แล้ว เพียงแต่ผมรู้สึกว่ายุคคุณชายผู้ว่าฯ แม่งเยอะเกินไปแล้วครับ ไม่ว่าจะไปที่ไหนกลายเป็นว่าคนเดินสัญจรแทนที่จะได้เดินตามทางของตัวเอง กลับกลายเป็นว่าต้องไปเดินบนถนน ผมไม่เคยเห็นทางเท้าที่ไหนในกรุงเทพฯ สามารถเดินได้แบบสะดวก ๆ สักที่เลยครับ)</p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;"><a href="http://blog.siampod.com/wp-content/uploads/2009/12/siam_square.jpg"><img class="size-medium wp-image-110 aligncenter" title="siam_square" src="http://blog.siampod.com/wp-content/uploads/2009/12/siam_square-300x225.jpg" alt="siam_square" width="300" height="225" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blog.siampod.com/2009/12/28/siam-square/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สวัสดีปีใหม่ 2553</title>
		<link>http://blog.siampod.com/2009/12/23/happy-new-year-2010/</link>
		<comments>http://blog.siampod.com/2009/12/23/happy-new-year-2010/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Dec 2009 21:15:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kangg</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[Happy New Year]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.siampod.com/?p=106</guid>
		<description><![CDATA[ง่าย ๆ แบบนี้แหล่ะ เขียนกันไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ &#8220;สวัสดีปีใหม่ 2553&#8243; ใครหลงเข้ามาก็ขออวยพรให้สุขภาพร่างกายไม่เจ็บไข้ได้ป่วยครับ XD

ปีใหม่สำหรับผมจะว่าไปเท่าที่นึกออกในตอนนี้เรียกว่า 5 ปีแล้วล่ะมั้งที่อยู่ในกรุงเทพตลอด ที่อยู่ในกรุงเทพส่วนหนึ่งเพราะแก๊งค์เเพื่อนซี้กลับบ้านตจว.กันหลายคนก็เลยไม่มีโปรแกรมนัดเที่ยวกัน อีกอย่างคือไม่อยากไปแย่งกันกินแย่งกันเที่ยวกับคนกรุงเทพด้วยกันในช่วงเวลาแบบนี้ครับ คือคนกรุงเทพหนีกรุงไปจังหวัดอื่น ๆ กันหมดก็เลยกลายเป็นว่าไปที่ไหนก็เจอคนกรุงเทพไปแย่งกันเที่ยวทุกหัวระแหงในประเทศไทย ก็เลยกลายเป็นที่มาของการอยู่กรุงเทพในช่วงปีใหม่รวมถึงเทศกาลที่มีวันหยุดเยอะ ๆ ด้วยแหล่ะ
การทำงานแบบทุกวันคือวันทำงาานและทุกวันคือวันหยุดก็มีดีตรงนี้แหล่ะ คืออยากไปไหนก็จัดแผนงานตัวเองอย่างเดียวไม่ต้องไปแคร์สื่อ เอ้ย..แคร์เทศกาล นึกอยากไปไหนเมื่อไหร่วันไหนก็จัดไปตามแต่สะดวก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะหาช่วงวันธรรมดาควบวันหยุดก็จะได้ฟีลแบบเงียบ ๆ บวกครื้นเครงในช่วงที่เรากำลังจะกลับพอดี
ช่วงหลัง ๆ มานี้รู้สึกไปเองว่าชอบหัวหินเป็นพิเศษ เรียกว่ามีอยู่ช่วงนึงไป 2 ครั้งใน 2 อาทิตย์ (-_-&#8221;) ชอบหัวหินตรงที่เป็นเมืองที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก เรียกว่าถ้าจะเดินก็เดินได้แต่เหนื่อยหน่อย ของกินที่หัวหินก็เพียบทั้งคาวทั้งหวานจะเอาแบบโบราณหรือสมัยใหม่มีหมด แต่ที่ชอบใจม้าก..มากล่าสุดคงเป็นเพราะหัวหินมี 3G ให้ใช้ด้วย ซึ่งผมก็พึ่งมาใช้มือถือทรูมูฟด้วยเมื่อไม่นานมานี้ เรียกว่าพอไปถึงหัวหิน 3G มีให้เล่นตลอดก็เลยรู้สึกเหมือนไม่ได้ขาดอะไรทั้งเรื่องงานเช่นอัพเดทเว็บ หรือเรื่องเล่น เช่น Twitter ไปที่อื่นก็เกรงว่าทรูมูฟจะหายไปหมดทั้งเน็ตทั้งสัญญาณโทรศัพท์
ใครยังนึกไม่ออกว่าจะไปไหนก็อยู่กรุงเทพด้วยกันนี่แหล่ะครับ :)
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ง่าย ๆ แบบนี้แหล่ะ เขียนกันไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ &#8220;สวัสดีปีใหม่ 2553&#8243; ใครหลงเข้ามาก็ขออวยพรให้สุขภาพร่างกายไม่เจ็บไข้ได้ป่วยครับ XD</p>
<p><span id="more-106"></span></p>
<p>ปีใหม่สำหรับผมจะว่าไปเท่าที่นึกออกในตอนนี้เรียกว่า 5 ปีแล้วล่ะมั้งที่อยู่ในกรุงเทพตลอด ที่อยู่ในกรุงเทพส่วนหนึ่งเพราะแก๊งค์เเพื่อนซี้กลับบ้านตจว.กันหลายคนก็เลยไม่มีโปรแกรมนัดเที่ยวกัน อีกอย่างคือไม่อยากไปแย่งกันกินแย่งกันเที่ยวกับคนกรุงเทพด้วยกันในช่วงเวลาแบบนี้ครับ คือคนกรุงเทพหนีกรุงไปจังหวัดอื่น ๆ กันหมดก็เลยกลายเป็นว่าไปที่ไหนก็เจอคนกรุงเทพไปแย่งกันเที่ยวทุกหัวระแหงในประเทศไทย ก็เลยกลายเป็นที่มาของการอยู่กรุงเทพในช่วงปีใหม่รวมถึงเทศกาลที่มีวันหยุดเยอะ ๆ ด้วยแหล่ะ</p>
<p>การทำงานแบบทุกวันคือวันทำงาานและทุกวันคือวันหยุดก็มีดีตรงนี้แหล่ะ คืออยากไปไหนก็จัดแผนงานตัวเองอย่างเดียวไม่ต้องไปแคร์สื่อ เอ้ย..แคร์เทศกาล นึกอยากไปไหนเมื่อไหร่วันไหนก็จัดไปตามแต่สะดวก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะหาช่วงวันธรรมดาควบวันหยุดก็จะได้ฟีลแบบเงียบ ๆ บวกครื้นเครงในช่วงที่เรากำลังจะกลับพอดี</p>
<p>ช่วงหลัง ๆ มานี้รู้สึกไปเองว่าชอบหัวหินเป็นพิเศษ เรียกว่ามีอยู่ช่วงนึงไป 2 ครั้งใน 2 อาทิตย์ (-_-&#8221;) ชอบหัวหินตรงที่เป็นเมืองที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก เรียกว่าถ้าจะเดินก็เดินได้แต่เหนื่อยหน่อย ของกินที่หัวหินก็เพียบทั้งคาวทั้งหวานจะเอาแบบโบราณหรือสมัยใหม่มีหมด แต่ที่ชอบใจม้าก..มากล่าสุดคงเป็นเพราะหัวหินมี 3G ให้ใช้ด้วย ซึ่งผมก็พึ่งมาใช้มือถือทรูมูฟด้วยเมื่อไม่นานมานี้ เรียกว่าพอไปถึงหัวหิน 3G มีให้เล่นตลอดก็เลยรู้สึกเหมือนไม่ได้ขาดอะไรทั้งเรื่องงานเช่นอัพเดทเว็บ หรือเรื่องเล่น เช่น Twitter ไปที่อื่นก็เกรงว่าทรูมูฟจะหายไปหมดทั้งเน็ตทั้งสัญญาณโทรศัพท์</p>
<p>ใครยังนึกไม่ออกว่าจะไปไหนก็อยู่กรุงเทพด้วยกันนี่แหล่ะครับ :)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blog.siampod.com/2009/12/23/happy-new-year-2010/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Danbo ~ ~ ~</title>
		<link>http://blog.siampod.com/2009/12/22/danbo/</link>
		<comments>http://blog.siampod.com/2009/12/22/danbo/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Dec 2009 20:22:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kangg</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[Danbo]]></category>
		<category><![CDATA[Toys]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.siampod.com/?p=88</guid>
		<description><![CDATA[อิ..อิ มีของมาให้เบอร์ห้าบ้าเห่อเข้ามาในชีวิตประจำวัน นั้นคือเจ้าตุ๊กตาที่ชื่อ Danbo ครับ

หลับตานึก ๆ ดูเรื่อง Danbo เริ่มจากที่เห็น (อีกแล้ว) เจ้าแม่ตุ๊กตา &#8220;พี่ปุ๋ม&#8221; ชอบมาโพสน้อง Blythe ให้เห็นบ่อย แต่ระยะหลังเร่ิมมีเปลี่ยนแนวมาเป็นเจ้า Danbo เห็นแว๊บแรกชอบทันทีเลยถามพี่ปุ๋มว่าตุ๊กตาที่ว่าคืออะไรยังไง ได้คำตอบว่าชื่อ Danbo ที่มาที่ไปของ Danbo พี่ปุ๋มเคยส่งมาให้อ่านแต่ผมจำไม่ค่อยได้แล้วว่าเป็นยังไง (-_-&#8221;) จากนั้นเห็นเวลาหมอต้นกับพี่ปุ๋มไปไหนมาไหนต้องมี Danbo อยู่ในรูปด้วยตลอด ก็เลย &#8220;อยาก&#8221; มีน้องเป็นของตัวเองกับเค้าบ้าง
หาข้อมูลอยู่หลายสิบนาทีตามเว็บต่าง ๆ สุดท้ายก็ทวีตถามเจ้าแม่ตุ๊กตาอยู่ดี (-_-&#8221;) ว่าจะหาซื้อ Danbo ได้ยังไง ได้คำตอบว่ามีขายที่ amazon.co.jp ที่เดียวในจักรวาลอินเตอร์เน็ต ซึ่งแน่นอนว่าไม่ส่งมาเมืองไทยแน่ ๆ (T-T) ที่พึ่งสุดท้าย ebay หาไปหามาเจอว่ามีคนเอามาทั้งขายเลยและแบบประมูล ซึ่งผมเลือกแบบซื้อเลยเพราะเห็นว่าราคาไม่ได้สูงมาก ($18) รวมเบ็ดเสร็จรวมค่าส่งโดนไป $33 ครับ
สำหรับ Danbo ตัวนี้เดินทางมาจากฮ่องกงครับรวม ๆ แล้วใช้เวลาประมาณ 7 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อิ..อิ มีของมาให้เบอร์ห้าบ้าเห่อเข้ามาในชีวิตประจำวัน นั้นคือเจ้าตุ๊กตาที่ชื่อ Danbo ครับ</p>
<p><span id="more-88"></span></p>
<p>หลับตานึก ๆ ดูเรื่อง Danbo เริ่มจากที่เห็น (อีกแล้ว) เจ้าแม่ตุ๊กตา &#8220;พี่ปุ๋ม&#8221; ชอบมาโพสน้อง Blythe ให้เห็นบ่อย แต่ระยะหลังเร่ิมมีเปลี่ยนแนวมาเป็นเจ้า Danbo เห็นแว๊บแรกชอบทันทีเลยถามพี่ปุ๋มว่าตุ๊กตาที่ว่าคืออะไรยังไง ได้คำตอบว่าชื่อ Danbo <a href="http://koiwai.biz/eng/v5/ch28/" target="_blank">ที่มาที่ไปของ Danbo</a> พี่ปุ๋มเคยส่งมาให้อ่านแต่ผมจำไม่ค่อยได้แล้วว่าเป็นยังไง (-_-&#8221;) จากนั้นเห็นเวลาหมอต้นกับพี่ปุ๋มไปไหนมาไหนต้องมี Danbo อยู่ในรูปด้วยตลอด ก็เลย &#8220;อยาก&#8221; มีน้องเป็นของตัวเองกับเค้าบ้าง</p>
<p>หาข้อมูลอยู่หลายสิบนาทีตามเว็บต่าง ๆ สุดท้ายก็ทวีตถามเจ้าแม่ตุ๊กตาอยู่ดี (-_-&#8221;) ว่าจะหาซื้อ Danbo ได้ยังไง ได้คำตอบว่ามีขายที่ amazon.co.jp ที่เดียวในจักรวาลอินเตอร์เน็ต ซึ่งแน่นอนว่าไม่ส่งมาเมืองไทยแน่ ๆ (T-T) ที่พึ่งสุดท้าย ebay หาไปหามาเจอว่ามีคนเอามาทั้งขายเลยและแบบประมูล ซึ่งผมเลือกแบบซื้อเลยเพราะเห็นว่าราคาไม่ได้สูงมาก ($18) รวมเบ็ดเสร็จรวมค่าส่งโดนไป $33 ครับ</p>
<p>สำหรับ Danbo ตัวนี้เดินทางมาจากฮ่องกงครับรวม ๆ แล้วใช้เวลาประมาณ 7 วันนับตั้งแต่วันสั่งซื้อ ก็ถือว่าเร็วดีครับ ตัวกล่องที่ส่งมาแพ็คมาแบบแน่นหนามาก ส่วนกล่องจริง ๆ ก็ตามที่เห็นจากรูปล่ะครับ เป็นกล่อง amazon.co.jo ของ Danbo เค้าล่ะ</p>
<p>ได้มาวันแรกก็เห่อมากเหมือนกันประจวบเหมาะต้องออกไปทานข้าวนอกบ้านเลยหา Danbo ไปเที่ยวด้วย ถ่ายรูปด้วย iPhone จากที่เดิม ๆ ก็ถ่ายรูปอาหารเฉย ๆ ตอนนี้ต้องมี Danbo เข้าฉากด้วยเกือบตลอด ..ฮา</p>
<p>(รูปจริง ๆ ใช้ iPhone 3GS ถ่าย + สารพัดแอพฯ ทั้ง TilShiftGen, Polarize, QuadCamera และอื่น ๆ เท่าที่จะนึกออกว่าอยากให้รูปออกมาเป็นแบบไหน แต่ที่มาลงใน Blog มีใช้ Poladroid ในเครื่อง Mac สำหรับบางรูปอีกหน่อยนึง)</p>

<a href='http://blog.siampod.com/2009/12/22/danbo/danbo-01/' title='Danbo-01'><img width="150" height="150" src="http://blog.siampod.com/wp-content/uploads/2009/12/Danbo-01-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="" title="Danbo-01" /></a>
<a href='http://blog.siampod.com/2009/12/22/danbo/danbo-02/' title='Danbo-02'><img width="150" height="150" src="http://blog.siampod.com/wp-content/uploads/2009/12/Danbo-02-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="" title="Danbo-02" /></a>
<a href='http://blog.siampod.com/2009/12/22/danbo/danbo-03/' title='Danbo-03'><img width="150" height="150" src="http://blog.siampod.com/wp-content/uploads/2009/12/Danbo-03-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="" title="Danbo-03" /></a>
<a href='http://blog.siampod.com/2009/12/22/danbo/danbo-04/' title='Danbo-04'><img width="150" height="150" src="http://blog.siampod.com/wp-content/uploads/2009/12/Danbo-04-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="" title="Danbo-04" /></a>
<a href='http://blog.siampod.com/2009/12/22/danbo/danbo-05/' title='Danbo-05'><img width="150" height="150" src="http://blog.siampod.com/wp-content/uploads/2009/12/Danbo-05-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="" title="Danbo-05" /></a>
<a href='http://blog.siampod.com/2009/12/22/danbo/danbo-06/' title='Danbo-06'><img width="150" height="150" src="http://blog.siampod.com/wp-content/uploads/2009/12/Danbo-06-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="" title="Danbo-06" /></a>
<a href='http://blog.siampod.com/2009/12/22/danbo/danbo-07/' title='Danbo-07'><img width="150" height="150" src="http://blog.siampod.com/wp-content/uploads/2009/12/Danbo-07-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="" title="Danbo-07" /></a>
<a href='http://blog.siampod.com/2009/12/22/danbo/danbo-08/' title='Danbo-08'><img width="150" height="150" src="http://blog.siampod.com/wp-content/uploads/2009/12/Danbo-08-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="" title="Danbo-08" /></a>
<a href='http://blog.siampod.com/2009/12/22/danbo/danbo-09/' title='Danbo-09'><img width="150" height="150" src="http://blog.siampod.com/wp-content/uploads/2009/12/Danbo-09-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="" title="Danbo-09" /></a>
<a href='http://blog.siampod.com/2009/12/22/danbo/danbo-10/' title='Danbo-10'><img width="150" height="150" src="http://blog.siampod.com/wp-content/uploads/2009/12/Danbo-10-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="" title="Danbo-10" /></a>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blog.siampod.com/2009/12/22/danbo/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กล้วยหอมมื้อเช้า(Morning Banana Diet)</title>
		<link>http://blog.siampod.com/2009/12/22/morning-banana-diet/</link>
		<comments>http://blog.siampod.com/2009/12/22/morning-banana-diet/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Dec 2009 19:35:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kangg</dc:creator>
				<category><![CDATA[กิน]]></category>
		<category><![CDATA[Banana]]></category>
		<category><![CDATA[Diet]]></category>
		<category><![CDATA[Food]]></category>
		<category><![CDATA[Morning]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.siampod.com/?p=85</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องของเรื่องเริ่มจากเห็นหมอต้นทวีตเกี่ยวกับ Banana Diet เลยตามไปดูใน Blog ของหมอ แรก ๆ ก็แค่อ่านและดูครับ หลัง ๆ เริ่มสนใจเพราะน้ำหนักขึ้นครับ

จุดเริ่มต้นของน้ำหนักขึ้นน่าจะมีส่วนมาจากที่เลิกบุหรี่เมื่อปลายปี 2008 ถึงวันที่เขียนก็เลิกมาได้ประมาณ 1 ปีแล้ว ซึ่งวิธีเลิกบุหรี่ของผมก็คือเลิกสูบไปดื้อ ๆ เลย พอพ้นระยะเวลาอยากบุหรี่ (สัก 2 อาทิตย์) ก็จะรู้สึกเฉย ๆ กับการที่เราไม่ได้สูบบุหรี่แล้ว เอาเป็นว่าใครอยากเลิกบุหรี่ขอเอาใจช่วยทุกคนครับ มาต่อกันที่เรื่องกล้วยหอมต่อ หลังจากเลิกบุหรี่บวกกับทำงานแบบไม่เคยเป็นเวลาคือนอนตื่นสิบโมง ทานข้าวมื้อแรกบ่ายสอง ทานอีกทีราว ๆ 2 ทุ่ม ดึกหน่อยลงไปเซเว่นหาขนมกินต่อ หลับอีกทีก็ตี 3 ตี 4 บางวันก็ 6 โมงเช้า ซึ่งวัฏจักรแบบนี้เป็นมาตลอดตั้งแต่ทำเว็บ (T^T) หลัง ๆ ด้วยอายุที่เร่ิมมากขึ้นและแทบไม่ได้ออกกำลังกายน้ำหนักค่อย ๆ มาแบบไม่รู้ตัวสุดท้ายมารู้ตัวอีกที 10 กิโลแล้วครับ (กุมขมับ) เรียกว่าถ้าไม่เริ่มควบคุมอาจจะมีทะลุเกินพิกัดไปมากกว่านี้ และนั้นก็เป็นที่มาของ Morning Banana [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เรื่องของเรื่องเริ่มจากเห็นหมอต้นทวีตเกี่ยวกับ Banana Diet เลยตามไปดูใน <a href="http://i.ibluewind.com/2008/11/morning-banana-diet/" target="_blank">Blog ของหมอ</a> แรก ๆ ก็แค่อ่านและดูครับ หลัง ๆ เริ่มสนใจเพราะน้ำหนักขึ้นครับ</p>
<p><span id="more-85"></span></p>
<p>จุดเริ่มต้นของน้ำหนักขึ้นน่าจะมีส่วนมาจากที่เลิกบุหรี่เมื่อปลายปี 2008 ถึงวันที่เขียนก็เลิกมาได้ประมาณ 1 ปีแล้ว ซึ่งวิธีเลิกบุหรี่ของผมก็คือเลิกสูบไปดื้อ ๆ เลย พอพ้นระยะเวลาอยากบุหรี่ (สัก 2 อาทิตย์) ก็จะรู้สึกเฉย ๆ กับการที่เราไม่ได้สูบบุหรี่แล้ว เอาเป็นว่าใครอยากเลิกบุหรี่ขอเอาใจช่วยทุกคนครับ มาต่อกันที่เรื่องกล้วยหอมต่อ หลังจากเลิกบุหรี่บวกกับทำงานแบบไม่เคยเป็นเวลาคือนอนตื่นสิบโมง ทานข้าวมื้อแรกบ่ายสอง ทานอีกทีราว ๆ 2 ทุ่ม ดึกหน่อยลงไปเซเว่นหาขนมกินต่อ หลับอีกทีก็ตี 3 ตี 4 บางวันก็ 6 โมงเช้า ซึ่งวัฏจักรแบบนี้เป็นมาตลอดตั้งแต่ทำเว็บ (T^T) หลัง ๆ ด้วยอายุที่เร่ิมมากขึ้นและแทบไม่ได้ออกกำลังกายน้ำหนักค่อย ๆ มาแบบไม่รู้ตัวสุดท้ายมารู้ตัวอีกที 10 กิโลแล้วครับ (กุมขมับ) เรียกว่าถ้าไม่เริ่มควบคุมอาจจะมีทะลุเกินพิกัดไปมากกว่านี้ และนั้นก็เป็นที่มาของ Morning Banana Diet หรือ กล้วยหอมมื้อเช้า</p>
<p>สำหรับ Morning Banana Diet ที่ผมทำอยู่อาจจะไม่ได้ตรงตามสูตรต้นตำหรับเป๊ะ ๆ เอาแค่ทำเท่าที่ทำได้เช่นตื่นเช้า(ของผม)ซัดกล้วยก่อนเลยตามด้วยน้ำอีกสักครึ่งลิตรเป็นอย่างน้อย จากนั้นถ้ายังติดพันไม่ได้ทานข้าวก็ฟาดกล้วยเข้าไปอีก ส่วนดึก ๆ เดี๋ยวนี้เปลี่ยนจากชาเขียวรสหวานตลอดศกมาเป็นรสจืดบ่อยขึ้นหรือถ้าจะกินขนมก็เปลี่ยนเป็นผลไม้แทนและแน่นอนว่าถ้าหาผลไม้อื่นไม่ได้ก็กล้วยอีกเหมือนเคย</p>
<p>ถามว่าทำไมเลือกวิธีลดน้ำหนักด้วยกล้วยก็เพราะผมขี้เกียจครับ อีกอย่างคืออ่านข้อมูลเบื้องต้นจากเว็บหมอต้นแล้วคิดว่าทำได้แบบไม่ต้องกดดันตัวเองมากครับ สุดท้ายคือจริง ๆ แล้วไม่ได้ต้องการลดน้ำหนักมากมาย เพียงแค่ผมยังอยากทานนั้นนู้นนี่อยู่เหมือน ๆ เดิมโดยที่น้ำหนักคงที่นั้นเอง</p>
<p>ผลลัพธ์แบบจริงจังจาก Morning Banana Diet ยังไม่ทราบครับ เพราะผมก็ยังคงฟาดมื้อดึก(มาก)เช่นเคย เพียงแต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นกล้วยแทน แต่เคยแอบชั่งน้ำหนักไปทีนึงหลังจากทำมาได้ประมาณหนึ่งอาทิตย์น้ำหนักหายไป 2 กิโลครับ :)</p>
<p>ใครหลงเข้ามาอ่านแล้วไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงแนะนำซื้อหนังสือ &#8220;ผอม สวย กล้วยช่วยคุณได้&#8221; เป็นหนังสือเกี่ยวกับ Morning Banana Diet ครับ ราคาเล่มละ 150 บาท</p>
<p>*หมอต้นเป็นสัตวแพทย์นะครับ ผมติดปากเรียกหมอตลอดกลัวว่าใครอ่านแล้วจะเข้าใจผิดว่าเป็นหมอคน ^^&#8221;</p>
<p style="text-align: center;"><img class="alignnone size-full wp-image-86" title="morning-banana-diet-guide-book" src="http://blog.siampod.com/wp-content/uploads/2009/12/morning-banana-diet-guide-book.jpg" alt="morning-banana-diet-guide-book" width="400" height="486" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blog.siampod.com/2009/12/22/morning-banana-diet/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พนันบอล</title>
		<link>http://blog.siampod.com/2009/11/10/bet/</link>
		<comments>http://blog.siampod.com/2009/11/10/bet/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 09 Nov 2009 21:39:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kangg</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[การพนันฟุตบอล]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือพิมพ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.siampod.com/?p=82</guid>
		<description><![CDATA[ไม่รู้สินะว่าทำไมอยู่ดี ๆ นึกถึงเรื่องนี้ เรื่องของเรื่องอาจจะเป็นที่เพิ่งอ่านหนังสือพิมพ์เดลินิวส์แล้วเห็นว่ามีการอุทิศหน้าหนังสือพิมพ์ทั้งหน้าให้กับการพนันฟุตบอล เห็นแล้วอดนึกไม่ได้ว่าการพนันเป็นสิ่งผิดกฏหมายในบ้านเรา แต่ทำไมหนังสือพิมพ์กลับลงราคาต่อรองทั้งของไทยของเทศได้ นึกย้อนกลับไปสมัยที่ซื้อหนังสือพิมพ์สตาร์ซอคเกอร์อ่าน (ซื้อตั้งแต่เล่มละ 5 บาท) ก็จำได้ว่าจะมีหน้าราคาต่อรองอยู่ 2-3 หน้า ส่วนในหนังสือพิมพ์เบอร์ 1 กับเบอร์ 2 อย่างไทยรัฐและเดลินิวส์จะมีอยู่ราว ๆ 1 ใน 4 ของหน้าได้มั้ง แล้วก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ๆ จนปัจจุบันกลายเป็นทั้งหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับที่ผมอ่านมีหน้าที่ประกอบด้วย 3 คอลัมน์ ซึ่งลองอ่าน ๆ ดูก็เช่นเคยคือวิเคราะห์คู่บอลที่จะเตะพร้อมด้วยราคาต่อรองและสุดท้ายสรุปว่าควรถือหางข้างไหนให้ได้เงิน
บางอย่างดูแล้วมันสวนทางกับกฏหมายบ้านเมืองที่ออกมาร้องปาว ๆ ว่าการพนันเป็นสิ่งผิดกฏหมาย แต่การบอกราคาพนันซึ่งเป็นส่ิงชี้นำในหนังสือพิมพ์แบบที่ว่าไปข้างต้นกลับไม่มีใครหรือองค์กรไหนออกมาเรียกร้องในเรื่องนี้ แต่จะว่าไปไม่ว่าจะองค์กรไหน ออฟฟิศเล็กหรือใหญ่แค่ไหน ทำงานอะไร จะเอกชนหรือราชการ ผมก็เห็นว่ามีคนเล่น(พนัน)บอลกันทั้งนั้น ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ล่ะเปิดโต๊ะบอลแบบถูกกฏหมายไปเลยดีกว่ามั้ยเนี่ย ?
ต่อเนื่องจากด้านบนอีกนิดหน่อยก็มีเรื่องหวย ที่มีเรื่องน่าขำขันบนหนังสือพิมพ์ทั้งไทยรัฐและเดลินิวส์ที่พอใกล้ถึงวันหวยออกทีไรก็จะมีข่าวประหลาด ๆ มาให้เห็นกันเป็นประจำเช่นจิ้งจก 2 หาง, วัว 5 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่รู้สินะว่าทำไมอยู่ดี ๆ นึกถึงเรื่องนี้ เรื่องของเรื่องอาจจะเป็นที่เพิ่งอ่านหนังสือพิมพ์เดลินิวส์แล้วเห็นว่ามีการอุทิศหน้าหนังสือพิมพ์ทั้งหน้าให้กับการพนันฟุตบอล เห็นแล้วอดนึกไม่ได้ว่าการพนันเป็นสิ่งผิดกฏหมายในบ้านเรา แต่ทำไมหนังสือพิมพ์กลับลงราคาต่อรองทั้งของไทยของเทศได้<span id="more-82"></span> นึกย้อนกลับไปสมัยที่ซื้อหนังสือพิมพ์สตาร์ซอคเกอร์อ่าน (ซื้อตั้งแต่เล่มละ 5 บาท) ก็จำได้ว่าจะมีหน้าราคาต่อรองอยู่ 2-3 หน้า ส่วนในหนังสือพิมพ์เบอร์ 1 กับเบอร์ 2 อย่างไทยรัฐและเดลินิวส์จะมีอยู่ราว ๆ 1 ใน 4 ของหน้าได้มั้ง แล้วก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ๆ จนปัจจุบันกลายเป็นทั้งหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับที่ผมอ่านมีหน้าที่ประกอบด้วย 3 คอลัมน์ ซึ่งลองอ่าน ๆ ดูก็เช่นเคยคือวิเคราะห์คู่บอลที่จะเตะพร้อมด้วยราคาต่อรองและสุดท้ายสรุปว่าควรถือหางข้างไหนให้ได้เงิน</p>
<p>บางอย่างดูแล้วมันสวนทางกับกฏหมายบ้านเมืองที่ออกมาร้องปาว ๆ ว่าการพนันเป็นสิ่งผิดกฏหมาย แต่การบอกราคาพนันซึ่งเป็นส่ิงชี้นำในหนังสือพิมพ์แบบที่ว่าไปข้างต้นกลับไม่มีใครหรือองค์กรไหนออกมาเรียกร้องในเรื่องนี้ แต่จะว่าไปไม่ว่าจะองค์กรไหน ออฟฟิศเล็กหรือใหญ่แค่ไหน ทำงานอะไร จะเอกชนหรือราชการ ผมก็เห็นว่ามีคนเล่น(พนัน)บอลกันทั้งนั้น ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ล่ะเปิดโต๊ะบอลแบบถูกกฏหมายไปเลยดีกว่ามั้ยเนี่ย ?</p>
<p>ต่อเนื่องจากด้านบนอีกนิดหน่อยก็มีเรื่องหวย ที่มีเรื่องน่าขำขันบนหนังสือพิมพ์ทั้งไทยรัฐและเดลินิวส์ที่พอใกล้ถึงวันหวยออกทีไรก็จะมีข่าวประหลาด ๆ มาให้เห็นกันเป็นประจำเช่นจิ้งจก 2 หาง, วัว 5 ขา, ดอกไม้ประหลาดออกดอกเป็น&#8230; เป็นต้น</p>
<p>น่าเบื่อที่หนังสือพิมพ์แบบนี้ยังมอมเมาประชาชนกันอยู่ได้ทุกเมื่อเชื่อวัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blog.siampod.com/2009/11/10/bet/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เจ้าของทีวีบนอินเตอร์เน็ตใกล้แค่เอื้อม</title>
		<link>http://blog.siampod.com/2009/11/05/your-tv-channel-on-internet/</link>
		<comments>http://blog.siampod.com/2009/11/05/your-tv-channel-on-internet/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 Nov 2009 20:22:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kangg</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[Internet]]></category>
		<category><![CDATA[TV Channel]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.siampod.com/?p=77</guid>
		<description><![CDATA[ผมว่าเดี๋ยวนี้เราสามารถเป็นเจ้าของสื่อต่าง ๆ บนอินเตอร์เน็ตได้ง่ายขึ้นแบบไม่ต้องง้อสถานีวิทยุ-โทรทัศน์จริง ๆ แค่เพียงเรารู้วิธีทำรายการและวิธีเผยแพร่ซึ่งก็มีอยู่หลายวิธีรวมถึงการสร้างเว็บเพื่อเผยแพร่เอง อยากมีสักกี่ช่องกี่รายการถ้ามีแรงทำไหวพร้อมเงินทุนในจำนวนไม่ต้องมากเท่าการทำรายการบนสถานีโทรทัศน์จริง ๆ นับเป็นจำนวนเงินอาจจะน้อยกว่าร้อยเท่าพันเท่าหรืออาจจะเลยเป็นถึงล้านเท่าเลยก็ได้
สิ่งที่ทำให้มั่นใจว่าใคร ๆ ก็เป็นเจ้าของได้เนื่องจากได้เห็นการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตศิลปินระดับโลก U2 ซึ่งมีการถ่ายทอดสด ๆ ผ่านทางเว็บ YouTube ด้วยความที่วันนั้นตื่นสายเลยได้มาดูแค่ช่วงท้าย ๆ แต่ก็ทำให้ได้เห็นปรากฏการณ์บางอย่างบนอินเตอร์เน็ตที่ถึงเรียกว่าถึงจุดที่คุ้มทุนที่จะทำอะไรแบบนี้แล้ว ซึ่งในวันต่อมาผมก็พบข่าวการเปิดตัวหนังสักเรื่องที่มีการถ่ายทอดสดผ่านทางอินเตอร์เน็ตด้วยเช่นกัน ซึ่งในเนื้อข่าวได้ให้รายละเอียดว่ามีผู้ชมการเปิดตัวผ่านทางอินเตอร์เน็ตมากถึง 1.8 ล้านคนทั่วโลก ตัวเลขแค่ล้านต้น ๆ เหมือนจะยังน้อยเมื่อเทียบกับคนดูทีวีปกติ แต่ก็เรียกว่าเป็นช่องทางการถ่ายทอดสดที่มีต้นทุนต่ำกว่าแบบเดิม ๆ ที่ต้องยิงสัญญาณผ่านดาวเทียมเป็นแน่ ๆ ส่วนโฆษณาต่าง ๆ ผมเชื่อว่าถ้าจะทำกันจริงกับการถ่ายทอดสดผ่านอินเตอร์เน็ตแบบนี้เราสามารถแยกโฆษณาตามแต่ละภูมิภาคหรือตามแต่ละประเทศด้วยเทคนิคการแยกแยะ IP ของแต่ละคนที่เข้าไปดูได้อยู่แล้ว
ข้อดีมีเยอะแล้วข้อเสียก็มีเช่นกัน เรื่องแรก ๆ ที่นึกได้ตอนนี้คือการยืนระยะของการทำทีวีอินเตอร์เน็ตที่ต้องอาศัยเงินทุนอยู่บ้างถึงแม้จะไม่มากนัก แต่ก็ต้องมีเงินให้ยืนระยะอยู่ได้นาน ๆ ในช่วงเร่ิมต้นจนกว่าจะเร่ิมหาช่องทางหาเงินมาสนับสนุน ต่อมาก็หนีไม่พ้นช่องทางที่คนทั่วไปจะสามารถเข้าถึงได้ยังจำกัดอยู่แค่บนคอมพิวเตอร์เป็นหลัก ซึ่งถ้าถึงเวลาที่เราสามารถดูรายการต่าง ๆ บนอินเตอร์เน็ตได้สะดวกสบายจากโทรศัพท์มือถือเชื่อว่าความนิยมการดูรายการต่าง ๆ บนอินเตอร์เน็ตน่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ส่วนจะดูรายการของเรามากหรือน้อยคงขึ้นอยู่กับเนื้อหาและคุณภาพของรายการที่เป็นสิ่งต้น ๆ ในการเข้าถึงผู้ชม ส่วนจะทำให้รายการของเราไปปรากฏบนหน้าจอทีวีตามแต่ละบ้านได้ยังไง เท่าที่เห็นช่องทางในตอนนี้คงต้องพึ่งพา YouTube เพียงอย่างเดียว เพราะตอนนี้ Set [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมว่าเดี๋ยวนี้เราสามารถเป็นเจ้าของสื่อต่าง ๆ บนอินเตอร์เน็ตได้ง่ายขึ้นแบบไม่ต้องง้อสถานีวิทยุ-โทรทัศน์จริง ๆ แค่เพียงเรารู้วิธีทำรายการและวิธีเผยแพร่ซึ่งก็มีอยู่หลายวิธีรวมถึงการสร้างเว็บเพื่อเผยแพร่เอง อยากมีสักกี่ช่องกี่รายการถ้ามีแรงทำไหวพร้อมเงินทุนในจำนวนไม่ต้องมากเท่าการทำรายการบนสถานีโทรทัศน์จริง ๆ นับเป็นจำนวนเงินอาจจะน้อยกว่าร้อยเท่าพันเท่าหรืออาจจะเลยเป็นถึงล้านเท่าเลยก็ได้<span id="more-77"></span></p>
<p>สิ่งที่ทำให้มั่นใจว่าใคร ๆ ก็เป็นเจ้าของได้เนื่องจากได้เห็นการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตศิลปินระดับโลก U2 ซึ่งมีการถ่ายทอดสด ๆ ผ่านทางเว็บ YouTube ด้วยความที่วันนั้นตื่นสายเลยได้มาดูแค่ช่วงท้าย ๆ แต่ก็ทำให้ได้เห็นปรากฏการณ์บางอย่างบนอินเตอร์เน็ตที่ถึงเรียกว่าถึงจุดที่คุ้มทุนที่จะทำอะไรแบบนี้แล้ว ซึ่งในวันต่อมาผมก็พบข่าวการเปิดตัวหนังสักเรื่องที่มีการถ่ายทอดสดผ่านทางอินเตอร์เน็ตด้วยเช่นกัน ซึ่งในเนื้อข่าวได้ให้รายละเอียดว่ามีผู้ชมการเปิดตัวผ่านทางอินเตอร์เน็ตมากถึง 1.8 ล้านคนทั่วโลก ตัวเลขแค่ล้านต้น ๆ เหมือนจะยังน้อยเมื่อเทียบกับคนดูทีวีปกติ แต่ก็เรียกว่าเป็นช่องทางการถ่ายทอดสดที่มีต้นทุนต่ำกว่าแบบเดิม ๆ ที่ต้องยิงสัญญาณผ่านดาวเทียมเป็นแน่ ๆ ส่วนโฆษณาต่าง ๆ ผมเชื่อว่าถ้าจะทำกันจริงกับการถ่ายทอดสดผ่านอินเตอร์เน็ตแบบนี้เราสามารถแยกโฆษณาตามแต่ละภูมิภาคหรือตามแต่ละประเทศด้วยเทคนิคการแยกแยะ IP ของแต่ละคนที่เข้าไปดูได้อยู่แล้ว</p>
<p>ข้อดีมีเยอะแล้วข้อเสียก็มีเช่นกัน เรื่องแรก ๆ ที่นึกได้ตอนนี้คือการยืนระยะของการทำทีวีอินเตอร์เน็ตที่ต้องอาศัยเงินทุนอยู่บ้างถึงแม้จะไม่มากนัก แต่ก็ต้องมีเงินให้ยืนระยะอยู่ได้นาน ๆ ในช่วงเร่ิมต้นจนกว่าจะเร่ิมหาช่องทางหาเงินมาสนับสนุน ต่อมาก็หนีไม่พ้นช่องทางที่คนทั่วไปจะสามารถเข้าถึงได้ยังจำกัดอยู่แค่บนคอมพิวเตอร์เป็นหลัก ซึ่งถ้าถึงเวลาที่เราสามารถดูรายการต่าง ๆ บนอินเตอร์เน็ตได้สะดวกสบายจากโทรศัพท์มือถือเชื่อว่าความนิยมการดูรายการต่าง ๆ บนอินเตอร์เน็ตน่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ส่วนจะดูรายการของเรามากหรือน้อยคงขึ้นอยู่กับเนื้อหาและคุณภาพของรายการที่เป็นสิ่งต้น ๆ ในการเข้าถึงผู้ชม ส่วนจะทำให้รายการของเราไปปรากฏบนหน้าจอทีวีตามแต่ละบ้านได้ยังไง เท่าที่เห็นช่องทางในตอนนี้คงต้องพึ่งพา YouTube เพียงอย่างเดียว เพราะตอนนี้ Set Top Box, Media Box หลายยี่ห้อสามารถต่ออินเตอร์เน็ตและสามารถดูรายการต่าง ๆ จาก YouTube ได้ทันที แม้เรื่อง Set Top Box หรือ Media Box ยังใหม่มาก ๆ สำหรับบ้านเรา เพราะคนที่จะซื้อเท่าที่เห็น ๆ กันตอนนี้จะเป็นคนที่มี LCD TV เป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงจะซื้อของเหล่านี้ แต่ของเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่คนทำรายการทีวีบนอินเตอร์เน็ตในเมืองไทย ณ ปัจจุบันยังไม่มีใครพูดถึงและยังไม่มีใครเร่ิมคิดที่จะเข้าไปอยู่บนหน้าจอทีวี</p>
<p>ใครริเริ่มอยากเป็นเจ้าของทีวีบนอินเตอร์เน็ตในบ้านเราตอนนี้คงต้องมองกันแค่คอมพิวเตอร์กันไปก่อนเพราะเป็นอุปกรณ์ที่บ้านยุคใหม่มีกันเกือบทุกบ้าน ส่วนโทรศัพท์มือถือคงต้องรอดูเรื่อง 3G ที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะเปิดให้ใช้จริงจังได้เมื่อไหร่ และที่สำคัญคือราคาค่าใช้บริการจะสักเท่าไหร่เมื่อออกมาจริง</p>
<p>รอดูปี 2010 กันให้ดี เชื่อว่าสถานีทีวีช่อง 3, 5, 7, 9 ก็คงขยับเข้าไปอยู่ในอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ถ้ารายเล็กยังมัวแต่ยึกยักไม่เร่ิมเราก็คงได้เห็นละครตบตีบนอินเตอร์เน็ตกันเหมือนเดิม</p>
<p>ส่วนตัวผมก็อยากทำรายการเช่นกัน แต่ตอนนี้ยังคิดไม่ออกว่าอยากมีรายการในรูปแบบไหน</p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;"><img class="size-large wp-image-78 aligncenter" title="U2-LIVE-ON-YOUTUBE" src="http://blog.siampod.com/wp-content/uploads/2009/11/U2-LIVE-ON-YOUTUBE-600x375.jpg" alt="U2-LIVE-ON-YOUTUBE" width="540" height="338" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blog.siampod.com/2009/11/05/your-tv-channel-on-internet/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แท็กซี่</title>
		<link>http://blog.siampod.com/2009/11/03/bangkok-s-taxi/</link>
		<comments>http://blog.siampod.com/2009/11/03/bangkok-s-taxi/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Nov 2009 04:25:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kangg</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Taxi]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.siampod.com/?p=71</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้ีมีโอกาสได้ใช้บริการรถแท็กซี่บ่อยเลยขอนำความคิดของผมมาเล่าสู่กันฟังสักนิดว่าคิดเห็นเช่นไรเกี่ยวกับแท็กซี่ในกรุงเทพ ณ ปัจจุบันนี้
เร่ิมจากปริมาณรถแท็กซี่ในกรุงเทพที่สอบถามพี่ ๆ คนขับแท็กซี่ไม่เคยได้จำนวนที่ตรงกันหรือใกล้กันแบบชนิด +/- ในหลักพันคันเลย ส่วนใหญ่ตัวเลขที่สอบถามได้ความว่ามีเป็น &#8220;แสนคัน&#8221; เร่ิมกันตั้งแต่ 1 แสนไปจนถึงประมาณ 3 คัน ส่วนข้อมูลที่พี่ ๆ แท็กซี่หลายคนบอกเหมือน ๆ กันคือมีแท็กซี่ป้ายแดงออกมาวิ่งบนถนนทุกวัน ส่วนจำนวนเท่าไหร่ไม่ทราบเหมือนกันแต่ประมาณว่าเยอะพอดูเพราะอาเฮียเจ้าของอู่ก็คงมีกันหลายคน สมมุติว่ามีอยู่ 20 อู่อาเฮียออกแท็กซี่ป้ายแดงอู่ละ 2 คัน/วัน แค่นี้เราก็ได้เห็นรถแท็กซี่เพิ่มขึ้นมาวันละ 40 คันแล้วครับ ถามว่าจำนวนรถแท็กซี่ในปัจจุบันเพียงพอกับจำนวนผู้ที่ต้องการโดยสารรถแท็กซี่ในแต่ละวันหรือไม่ ผมว่าเหลือเฟือเลยครับ สังเกตุง่าย ๆ จากการวิ่งแซงวิ่งเบียดปาดหน้ารับผู้โดยสารที่เห็นอยู่บ่อยครั้ง ตัวเลขจำนวนรถที่พยายามหา ๆ ดูว่าจริง ๆ แล้วมีแท็กซี่กี่คันกันแน่ในกรุงเทพเจอว่ามีรถที่จดทะเบียนถูกต้องอยู่ราว ๆ เกือบ ๆ 2 แสนคัน (ไม่รับรวมพวกรถที่โดนปลดระวางแต่ยังแอบมาวิ่งอยู่อีกไม่รู้กี่คัน)
เคยถามตัวเองว่าทำไมรัฐไม่ควบคุมปริมาณรถแท็กซี่ให้อยู่ในปริมาณที่พอดี ๆ กับขนาดเมืองและจำนวนคนในกรุงเทพ เดาเอาเองว่ามีสัก 1 แสนคันก็น่าจะเพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวันนะ วิ่งกะละ 5 หมื่นคัน จะไม่พอเชียวหรือ ซึ่งถ้ามีการควบคุมปริมาณรถแท็กซี่ได้จริง ผมว่าพี่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงนี้ีมีโอกาสได้ใช้บริการรถแท็กซี่บ่อยเลยขอนำความคิดของผมมาเล่าสู่กันฟังสักนิดว่าคิดเห็นเช่นไรเกี่ยวกับแท็กซี่ในกรุงเทพ ณ ปัจจุบันนี้<span id="more-71"></span></p>
<p>เร่ิมจากปริมาณรถแท็กซี่ในกรุงเทพที่สอบถามพี่ ๆ คนขับแท็กซี่ไม่เคยได้จำนวนที่ตรงกันหรือใกล้กันแบบชนิด +/- ในหลักพันคันเลย ส่วนใหญ่ตัวเลขที่สอบถามได้ความว่ามีเป็น &#8220;แสนคัน&#8221; เร่ิมกันตั้งแต่ 1 แสนไปจนถึงประมาณ 3 คัน ส่วนข้อมูลที่พี่ ๆ แท็กซี่หลายคนบอกเหมือน ๆ กันคือมีแท็กซี่ป้ายแดงออกมาวิ่งบนถนนทุกวัน ส่วนจำนวนเท่าไหร่ไม่ทราบเหมือนกันแต่ประมาณว่าเยอะพอดูเพราะอาเฮียเจ้าของอู่ก็คงมีกันหลายคน สมมุติว่ามีอยู่ 20 อู่อาเฮียออกแท็กซี่ป้ายแดงอู่ละ 2 คัน/วัน แค่นี้เราก็ได้เห็นรถแท็กซี่เพิ่มขึ้นมาวันละ 40 คันแล้วครับ ถามว่าจำนวนรถแท็กซี่ในปัจจุบันเพียงพอกับจำนวนผู้ที่ต้องการโดยสารรถแท็กซี่ในแต่ละวันหรือไม่ ผมว่าเหลือเฟือเลยครับ สังเกตุง่าย ๆ จากการวิ่งแซงวิ่งเบียดปาดหน้ารับผู้โดยสารที่เห็นอยู่บ่อยครั้ง ตัวเลขจำนวนรถที่พยายามหา ๆ ดูว่าจริง ๆ แล้วมีแท็กซี่กี่คันกันแน่ในกรุงเทพเจอว่ามีรถที่จดทะเบียนถูกต้องอยู่ราว ๆ เกือบ ๆ 2 แสนคัน (ไม่รับรวมพวกรถที่โดนปลดระวางแต่ยังแอบมาวิ่งอยู่อีกไม่รู้กี่คัน)</p>
<p>เคยถามตัวเองว่าทำไมรัฐไม่ควบคุมปริมาณรถแท็กซี่ให้อยู่ในปริมาณที่พอดี ๆ กับขนาดเมืองและจำนวนคนในกรุงเทพ เดาเอาเองว่ามีสัก 1 แสนคันก็น่าจะเพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวันนะ วิ่งกะละ 5 หมื่นคัน จะไม่พอเชียวหรือ ซึ่งถ้ามีการควบคุมปริมาณรถแท็กซี่ได้จริง ผมว่าพี่ ๆ แท็กซี่เขาก็จะได้มีรายได้ที่พอจะเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อยู่นะ ไม่ใช่ว่าวิ่งรถแบบยังไม่รู้ว่าจะได้ค่าเช่ารถหรือเปล่า (เงินติดกระเป๋ากลับบ้านไม่ต้องพูดถึง) เคยคุยกับพี่ ๆ คนขับบางคนก็น่าเห็นใจนะขับรถ 12 ชั่วโมงบางวันค่าเช่าก็ยังไม่ได้ต้องติดเงินอู่รถไว้อีก อีกหนึ่งอย่างที่เป็นผลพลอยได้จากการควบคุมปริมาณรถแท็กซี่ก็คือการจราจรบนท้องถนนคงติดขัดน้อยลงไปบ้าง (นิดนึงก็ยังดี)</p>
<p>และถ้ามีการจำกัดจริงส่วนนึงที่ผมว่าน่าจะทำควบคู่ไปด้วยกันเลยคือการให้ใบอนุญาตขับรถแท็กซี่ที่ต้องมีความพิถีพิถันมาก ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบด้านการขับ, ทดสอบมารยาท, ทดสอบร่างกายโดยเฉพาะเรื่องสายตา (เคยเห็นคนขับแท็กซี่ใส่แว่นกันกี่คน) ที่หลัง ๆ ตัวผมเองเจอว่าจากพี่ ๆ แท็กซี่เริ่มจะกลายเป็นลุง ๆ มาขับแท็กซี่กันมากขึ้น ซึ่งท่านั่งขับแต่ละคนรู้ได้เลยว่าสายตาไม่ปกติแต่ไม่ใส่แว่น นึก ๆ ดูโคตรอันตรายเลยนะครับ เพราะลุง ๆ แกขับโดยอาศัยความเคยชินแทนที่จะใช้สายตาในการมองกลางวันก็อันตรายแล้วกลางคืนนี่ไม่ต้องพูดถึง เคยเจอคันนึงลุงแกนั่งชิดอกแทบติดพวงมาลัยหน้ายื่นล้ำพวงมาลัยไปอีกสายตาแกก็เพ่งทางแบบที่คนมีอายุสายตาไม่ดีเพ่งอ่านหนังสือ ทำให้ผมคิดได้หนึ่งอย่างจากกรณีนี้คือการต่ออายุใบขับขี่ควรมีการตรวจสายตาและระบุค่าสายตาลงไปด้วยทุกครั้ง ซึ่งถ้าวัดสายตาแล้วเกินเกณฑ์มาตรฐานก็ต้องไล่ให้เจ้าของรถไปทำแว่นสายตามาก่อนถึงจะออกใบอนุญาต</p>
<p>ถ้าเรื่องที่เพ้อเจ้ออยู่ภาครัฐทำได้จริงก็น่าจะยกระดับอาชีพขับรถแท็กซี่ให้ดูมีเกียรติมากขึ้นอีกนิด ส่วนพี่ ๆ ลุง ๆ ผู้ขับแท็กซี่ก็ต้องเคารพทั้งตัวเองและผู้โดยสารด้วยเช่นกัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blog.siampod.com/2009/11/03/bangkok-s-taxi/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>This is &#8220;ไทยแลนด์&#8221;</title>
		<link>http://blog.siampod.com/2009/11/03/this-is-thailand/</link>
		<comments>http://blog.siampod.com/2009/11/03/this-is-thailand/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Nov 2009 03:50:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kangg</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.siampod.com/?p=69</guid>
		<description><![CDATA[ไม่วิถีชีวิตคนบนท้องถนนแต่ละวันที่ผมต้องออกไปเจอแล้วรู้สึกว่ามนุษย์ที่เกิดบนแผ่นดินสยามช่างน่าน้อยเนื้อต่ำใจเป็นย่ิงนักในเรื่องเกี่ยวกับการเคารพกฏระเบียบบ้านเมือง ซึ่งจริง ๆ แล้วก็รำคาญมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่รู้สึกว่าพวกเขา (รวมๆกันแล้วเรียกว่าคนไทย) เอาเปรียบกันเกินไปแล้ว ไม่ว่าจะไปที่ไหนคนไทยด้วยกันก็มักจะเอาเปรียบและไม่เคยคิดว่าคนรอบข้างจะรู้สึกรังเกียจมากแค่ไหน ที่สำคัญคือกฏหมายประเทศไทยไม่เคยทำอะไรใครได้
ยกตัวอย่างง่าย ๆ จากแถวบ้านผมเอง มีร้านค้ามาตั้งใหม่ ซึ่งน่าจะเช่าที่ตึก 1 คูหานั้นเมื่อประมาณ 3-4 เดือนที่แล้ว แรก ๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกเพราะหน้าร้านยังมีบาทวิถีกว้างสัก 1 เมตรให้คนเดินซื้อของกันได้สะดวกพอประมาณ  แล้วอะไรไม่รู้ดลใจเจ๊อ้วนให้ออกมาตั้งโต๊ะขายของตรงบาถวิถีตรงข้ามร้านแกนั้นล่ะ แถมด้วยหน้าร้านยังตั้งขายของล้ำเส้นเข้ามาในส่วนทางเดินเท้าอีก ลองนึกสภาพเวลาที่ต้องเดินผ่านหน้าร้านขายของที่นิสัยส้นมือเช่นนี้ดูซิว่าเหลือทางเดินให้คนเดินส่วนกันสักกี่เซนติเมตร &#8220;This is ไทยแลนด์&#8221;
เรื่องอื่น ๆ ที่ผมแม่งไม่เคยเชื่อในสารพัดบรรดาโครงการณ์รงณรงค์เรื่องต่าง ๆ ทั้งแกมขอร้อง, แกมบังคับ หรือแม้กระทั่งมีการจับปรับ ง่าย ๆ ที่ใกล้ตัวสุดก็คือห้ามไม่ให้สูบบุหรี่ในที่สาธารณะ จำได้ว่าไอ้โครงการณ์แนวนี้ออกมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง โดยครั้งล่าสุดน่าจะออกมาให้เห็นตอนปี 2551 สุดท้ายเห็นรณรงค์อยู่ได้ไม่กี่เดือนแม่งก็เหมือนเดิมคนก็ยังเดินสูบบุหรี่ตามที่ ๆ ไม่ควรจะสูบกันเหมือนเดิม &#8220;This is ไทยแลนด์&#8221;
เรื่องการเคารพกฏจราจรของผู้ใช้รถก็เป็นอีกเรื่องนึงที่ &#8220;This is ไทยแลนด์&#8221; มาก ๆ บางทีเห็นหลายคนบ่นเรื่องตำรวจรีดไถเงินโดยมิชอบก็เหมือนจะเข้าข้างตำรวจพวกนี้ในบางขณะ อย่างกรณีแท็กซี่จอดแช่หน้าป้ายรถประจำทาง พอรถประจำทางที่ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์แบบไหนก็ตาม, รถตู้โดยสารอีกสารพัดแม่งต้องออกไปจอดอย่างน้อยเลนที่สอง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่วิถีชีวิตคนบนท้องถนนแต่ละวันที่ผมต้องออกไปเจอแล้วรู้สึกว่ามนุษย์ที่เกิดบนแผ่นดินสยามช่างน่าน้อยเนื้อต่ำใจเป็นย่ิงนักในเรื่องเกี่ยวกับการเคารพกฏระเบียบบ้านเมือง ซึ่งจริง ๆ แล้วก็รำคาญมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่รู้สึกว่าพวกเขา (รวมๆกันแล้วเรียกว่าคนไทย) เอาเปรียบกันเกินไปแล้ว ไม่ว่าจะไปที่ไหนคนไทยด้วยกันก็มักจะเอาเปรียบและไม่เคยคิดว่าคนรอบข้างจะรู้สึกรังเกียจมากแค่ไหน ที่สำคัญคือกฏหมายประเทศไทยไม่เคยทำอะไรใครได้<span id="more-69"></span></p>
<p>ยกตัวอย่างง่าย ๆ จากแถวบ้านผมเอง มีร้านค้ามาตั้งใหม่ ซึ่งน่าจะเช่าที่ตึก 1 คูหานั้นเมื่อประมาณ 3-4 เดือนที่แล้ว แรก ๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกเพราะหน้าร้านยังมีบาทวิถีกว้างสัก 1 เมตรให้คนเดินซื้อของกันได้สะดวกพอประมาณ  แล้วอะไรไม่รู้ดลใจเจ๊อ้วนให้ออกมาตั้งโต๊ะขายของตรงบาถวิถีตรงข้ามร้านแกนั้นล่ะ แถมด้วยหน้าร้านยังตั้งขายของล้ำเส้นเข้ามาในส่วนทางเดินเท้าอีก ลองนึกสภาพเวลาที่ต้องเดินผ่านหน้าร้านขายของที่นิสัยส้นมือเช่นนี้ดูซิว่าเหลือทางเดินให้คนเดินส่วนกันสักกี่เซนติเมตร &#8220;This is ไทยแลนด์&#8221;</p>
<p>เรื่องอื่น ๆ ที่ผมแม่งไม่เคยเชื่อในสารพัดบรรดาโครงการณ์รงณรงค์เรื่องต่าง ๆ ทั้งแกมขอร้อง, แกมบังคับ หรือแม้กระทั่งมีการจับปรับ ง่าย ๆ ที่ใกล้ตัวสุดก็คือห้ามไม่ให้สูบบุหรี่ในที่สาธารณะ จำได้ว่าไอ้โครงการณ์แนวนี้ออกมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง โดยครั้งล่าสุดน่าจะออกมาให้เห็นตอนปี 2551 สุดท้ายเห็นรณรงค์อยู่ได้ไม่กี่เดือนแม่งก็เหมือนเดิมคนก็ยังเดินสูบบุหรี่ตามที่ ๆ ไม่ควรจะสูบกันเหมือนเดิม &#8220;This is ไทยแลนด์&#8221;</p>
<p>เรื่องการเคารพกฏจราจรของผู้ใช้รถก็เป็นอีกเรื่องนึงที่ &#8220;This is ไทยแลนด์&#8221; มาก ๆ บางทีเห็นหลายคนบ่นเรื่องตำรวจรีดไถเงินโดยมิชอบก็เหมือนจะเข้าข้างตำรวจพวกนี้ในบางขณะ อย่างกรณีแท็กซี่จอดแช่หน้าป้ายรถประจำทาง พอรถประจำทางที่ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์แบบไหนก็ตาม, รถตู้โดยสารอีกสารพัดแม่งต้องออกไปจอดอย่างน้อยเลนที่สอง ส่วนคุณพี่แท็กซี่ก็ยังจอดแช่ไม่เดือดร้อนอะไร เคยเห็นตำรวจขี่แว๊นมาปาดหน้าลงมาตักเตือน, เขียนใบสั่งก็แล้ว, ไถเงินก็แล้ว สุดท้ายก็ยังเหมือนเดิม อยากถามว่ากฏหมายบ้านเมืองบ้านเรามันไม่น่าทำตามขนาดนั้นเลยเหรอ ส่วนที่ทางการออกมาบอกปาวๆว่าแท็กซี่ทุกคันต้องรับผู้โดยสาร ไม่เห็นมันจะเคยได้ผลอะไรเลย เพราะสุดท้ายก็อ้างว่าส่งรถไม่ทัน, ไม่รู้จักทาง ไม้ตายสุดท้ายคือขอบวกเงินเพิ่มต่างหาก &#8230;แล้วจะมีมิเตอร์คิดเงินไว้ทำไม ?</p>
<p>ล่าสุดของล่าสุดก็คือเรื่องข้ามถนนโดยให้ใช้สะพานลอยหรือทางม้าลายเห็นรณรงค์อยู่ได้พักนึง ตอนนี้ก็กลับไปเหมือนเดิมคือฉันจะข้ามตรงไหนฉันก็จะข้าม ที่เห็นบ่อยสุดก็ช่วงประตูน้ำ พ่อค้าแม่ค้าแบกถุงเสื้อถุงใหญ่มโหฬารแถมไม่ใช่แค่ถุงเดียวเสียด้วย ข้ามถนนหน้าตาเฉยทั้ง ๆ ที่สะพานลอยเดินห่างออกไปอีกประมาณสัก 10 เมตรเห็นจะได้ ก็เข้าใจว่ามันหนักแบกขึ้นสะพานลอยก็คงเหนื่อยแต่อย่างน้อยก็น่าจะนึกถึงตัวเองบ้างว่าถ้าโดนรถชนไปจะคุ้มกันมั้ย แต่กลับกันอีกด้านไม่ว่าจะพยายามข้ามทางม้าลายสักแค่ไหนรถที่วิ่งมาแม่งก็ไม่เคยจอดให้ ขนาดว่าไฟแดงหร่ากลางสี่แยกจะข้ามถนนก็ยังต้องดูว่าแม่งจะมีรถขับฝ่าไฟแดงออกมาอีกรึเปล่า สุดท้ายเรื่องนี้ทั้งคนเดินถนนและคนที่ใช้รถก็ควรต้องเคารพกฏและให้เกียรติคนอื่นที่ใช้ถนนร่วมกันบ้างคนละนิดก็ยังดี ไม่ใช่อะไร ๆ ก็บ่นว่า &#8220;This is ไทยแลนด์&#8221;</p>
<p>เรื่องอื่น ๆ ผมว่าเพื่อน ๆ ที่เข้ามาอ่านก็คงได้เจอกันบ้างไม่มากก็น้อย ที่เห็นบ่อย ๆ ก็เช่นมีพื้นที่ว่างตามบาทวิถีหรือสะพานลอยเป็นไม่ได้ต้องมาจองที่ขายของกัน เข้าใจครับว่าทำมาหากิน แต่นี่มันทางสัญจรของคนเดิน ซึ่งสุดท้ายแล้วคนต้องลงไปเดินบนถนน แล้วแบบนี้มันเหมาะสมมั้ย ซึ่งผลที่ตามมาจากที่เห็นข่าวอยู่เนือง ๆ คือเมื่อปล่อยให้พื้นที่บริเวณนั้นมีการค้าขายเกิดขึ้นเป็นเวลานานแบบว่านานจนจำไม่ได้ว่าเร่ิมมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่พอรัฐจะนำพื้นที่กลับคืนมาก็มีการทะเลาะกันเกิดขึ้นระหว่างผู้ค้าบริเวณนั้นกับรัฐ &#8220;This is ไทยแลนด์&#8221;</p>
<p>ส่วนคำว่า &#8220;อะไรยอมกันได้ก็ยอมกันไปเถอะคนไทยด้วยกัน&#8221; ผมว่าเราคนไทยควรจะเลิกใช้ประโยคนี้กันได้แล้วเพราะเมื่อเราถูกเอารัดเอาเปรียบไ่ม่ว่าในรูปแบบใดก็ตามเราก็ควรจะต้องเรียกร้องสิทธิ์ของเรากลับคืน ไม่ใช่ว่ายอม ๆ ไปเถอะอย่ามีเรื่องเลย เพราะ &#8220;This is ไทยแลนด์&#8221;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blog.siampod.com/2009/11/03/this-is-thailand/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ขอให้รวยๆ</title>
		<link>http://blog.siampod.com/2009/09/30/%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%86/</link>
		<comments>http://blog.siampod.com/2009/09/30/%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%86/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Sep 2009 06:35:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kangg</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[คำอวยพร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.siampod.com/?p=67</guid>
		<description><![CDATA[ทำไมเวลาคนไทยอวยพรกันชอบบอกว่า &#8220;ขอให้รวยๆ&#8221; ทำไมไม่ค่อยอวยพรคำอื่นกัน
หรือคนไทยจะรู้กันเองว่า &#8220;กูจน&#8221; เลยต้องอวยพรให้กันรวย ๆ กันถ้วนหน้า
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;">ทำไมเวลาคนไทยอวยพรกันชอบบอกว่า <strong>&#8220;ขอให้รวยๆ&#8221;</strong> ทำไมไม่ค่อยอวยพรคำอื่นกัน</p>
<p style="text-align: center;">หรือคนไทยจะรู้กันเองว่า <strong>&#8220;กูจน&#8221;</strong> เลยต้องอวยพรให้กันรวย ๆ กันถ้วนหน้า</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blog.siampod.com/2009/09/30/%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%86/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
